Connect with us

News

แก้วตา หนักแน่น! หนุนแก้ ม.112 แต่ ไม่ใช่เพราะเกลียดสถาบัน

Published

on

แก้วตา ร่ายยาว รักและผูกพันสถาบันฯ แต่หนุนการแก้ม.112 เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนรุ่นใหม่

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.กทม. พรรคประชนชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ดิฉันจะรักและผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสำหรับดิฉัน เรื่องนี้ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของการเมือง แต่มันคือเรื่องของ ครอบครัว

ดิฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงดูในราชสำนัก แต่คุณย่าของดิฉัน ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ สูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเล็กเสียจนแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่แท้ ๆ ของท่าน

ครอบครัวที่คุณย่ารู้จักมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก คือครอบครัวที่เลี้ยงดูท่านภายใต้พระเมตตาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คุณย่าบุญเรือนมีศักดิ์เป็นหลานสาวทางสายเลือด ของสมเด็จย่าฯ

สิ่งที่คุณย่าเล่าให้ดิฉันฟังมาตลอดชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องของอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของความหวาดกลัว แต่เป็นเรื่องของ พระเมตตา ความรัก การดูแล และความผูกพัน

นั่นคือสถาบันที่ดิฉันรู้จักผ่านความทรงจำของครอบครัว

เพราะฉะนั้น ไม่มีใครจำเป็นต้องมาสอนดิฉันว่าควรรักสถาบันอย่างไร

และเพราะดิฉันมีความรู้สึกเช่นนี้ ดิฉันจึงยิ่งพูดได้อย่างเต็มปากว่า

มาตรา 112 ในรูปแบบและการบังคับใช้ที่เป็นอยู่กำลังเซาะกร่อนสถาบันที่กฎหมายอ้างว่าต้องการปกป้อง

ไม่ใช่ “อาจจะ” เซาะกร่อนในอนาคต

สำหรับดิฉัน ผลของมันปรากฏให้เห็นมาแล้ว

การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ทำให้ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาพูดอย่างเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในระดับเดียวกันมาก่อน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2563 รัฐบาลประกาศใช้ “กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรา” กับผู้ชุมนุม และการดำเนินคดีมาตรา 112 กลับมาอีกครั้งหลังเว้นไปหลายปี จากนั้นมีประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น

นี่คือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าเราต้องกล้ายอมรับ

เมื่อคุณเอาชื่อของสถาบันไปผูกกับหมายเรียก
เอาชื่อของสถาบันไปผูกกับการจับกุม
เอาชื่อของสถาบันไปผูกกับคดีอาญา
เอาชื่อของสถาบันไปผูกกับเรือนจำ
แล้วจะคาดหวังได้อย่างไรว่าคนที่ได้รับความเจ็บปวดจากกระบวนการเหล่านั้นจะสามารถแยกความรู้สึกต่อกฎหมายออกจากความรู้สึกต่อสถาบันได้ตลอดไป

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ดิฉันเรียกว่า การเซาะกร่อนสถาบัน

มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนตั้งคำถาม

มันเกิดขึ้นเมื่อรัฐพยายามตอบคำถามด้วยความกลัว

การกดคนให้เงียบไม่ได้ทำให้ความคิดของเขาหายไป
ความเงียบไม่ได้แปลว่าศรัทธา
ความกลัวไม่ได้แปลว่าเคารพ
และคุกไม่สามารถบังคับให้มนุษย์รักใครได้

ยิ่งกด ความไม่พอใจก็ยิ่งถูกกดลงไปข้างใต้
ยิ่งห้ามพูด คำถามก็ไม่ได้หายไป
ยิ่งลงโทษคนในนามของสถาบัน ความโกรธและความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยิ่งถูกผูกเข้ากับชื่อของสถาบัน

และสิ่งที่ดิฉันรับไม่ได้ที่สุด คือเมื่อวงจรนี้ไปถึง เด็กและเยาวชน

ข้อมูลที่ iLaw รวบรวมถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า นับตั้งแต่การกลับมาบังคับใช้มาตรา 112 อย่างจริงจังปลายปี 2563 มีผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรานี้อย่างน้อย 284 คนใน 317 คดี และในจำนวนนั้นมีเยาวชน 20 คน

ลองถามตัวเองดูว่า เราต้องการให้เด็กคนหนึ่งรู้จักสถาบันผ่านอะไร

ผ่านพระเมตตาอย่างที่คุณย่าของดิฉันเคยได้รับ

หรือผ่านตำรวจ ศาล ทนาย หมายเรียก และความหวาดกลัวว่าจะต้องสูญเสียอิสรภาพ?

ดิฉันไม่เชื่อว่าเราจะปกป้องเกียรติของครอบครัวหนึ่งได้ ด้วยการทำลายอนาคตของอีกครอบครัวหนึ่ง

ดิฉันจึงสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112

แต่ดิฉันก็ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่า การแก้ไขมาตรา 112 ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย

กรณี 44 อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกลคือหลักฐานที่ชัดเจนว่าประเด็นนี้มีผลทางกฎหมายและการเมืองสูงเพียงใด พวกเขาถูกดำเนินกระบวนการทางจริยธรรมจากการร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 เมื่อปี 2564 โดยร่างในขณะนั้นมีข้อเสนอเรื่องลดโทษและจำกัดผู้มีสิทธิร้องทุกข์ ต่อมา ป.ป.ช.มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกา และศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569

ณ ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ศาลเริ่มไต่สวนพยานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดิฉันจึงทราบดีว่าการพูดคำว่า “แก้ 112” นั้นง่ายกว่าการทำให้เกิดขึ้นจริงมาก

แต่ถ้าวันนี้เรายังไปไม่ถึงการแก้ไขกฎหมาย อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ดิฉันจะไม่ยอมถอยคือ

อย่าให้เด็กต้องจ่ายราคาของความขัดแย้งที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้น

ปล่อยเด็กและเยาวชนกลับบ้าน

ให้เขาได้กลับไปเรียนหนังสือ
ให้เขาได้กลับไปหาพ่อแม่
ให้เขาได้มีโอกาสผิด
ได้เรียนรู้
ได้เปลี่ยนความคิด
ได้เติบโต

อย่าเอาช่วงชีวิตที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้ของเด็กคนหนึ่ง ไปแลกกับการพิสูจน์ว่าใครจงรักภักดีมากกว่ากัน

เพราะทุกวันที่เยาวชนคนหนึ่งสูญเสียอิสรภาพจากคดีที่มีชื่อของสถาบันอยู่ตรงกลาง ไม่ได้สร้างความรักเพิ่มขึ้น

มันสร้างความทรงจำ

และความทรงจำนั้นไม่ได้อยู่เพียงกับเด็กคนนั้น แต่ติดไปกับพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน และคนในรุ่นเดียวกันของเขา

นี่คือสิ่งที่ดิฉันกลัวที่สุด

ดิฉันไม่ต้องการให้ครอบครัวที่คุณย่าของดิฉันจดจำด้วยพระเมตตา กลายเป็นครอบครัวที่เด็กอีกคนหนึ่งจดจำผ่านวันที่เขาสูญเสียอิสรภาพ

หากบอกว่าต้องการปกป้องสถาบัน เราก็ต้องกล้าถามว่าอะไรต่างหากที่กำลังทำลายสถาบัน

สำหรับดิฉัน คำตอบไม่ได้อยู่ที่คนที่ตั้งคำถาม

แต่อยู่ที่ระบบซึ่งทำให้ชื่อของสถาบันถูกนำไปผูกกับการลงโทษประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า

มาตรา 112 ไม่สามารถสร้างความรักได้
ไม่สามารถสร้างความศรัทธาได้
และไม่สามารถบังคับให้ประชาชนเคารพสถาบันจากหัวใจได้

สิ่งที่กฎหมายซึ่งใช้ความกลัวทำได้ดีที่สุด คือสร้างความเงียบ

แต่ความเงียบไม่ใช่ความรัก

และประวัติศาสตร์ของทุกสังคมสอนเราว่า เมื่อความไม่พอใจถูกกดทับไว้นานพอ สิ่งที่ดูเหมือนความสงบไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งได้หายไป

ดิฉันจึงสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ใช่เพราะดิฉันเกลียดสถาบัน

แต่เพราะดิฉันไม่ต้องการเห็นกฎหมายที่อ้างว่าปกป้องสถาบัน เป็นผู้เซาะกร่อนสถาบันเสียเอง

ดิฉันอยากให้คนรุ่นต่อไปสามารถพูดถึงสถาบันโดยไม่ต้องกระซิบ
ตั้งคำถามโดยไม่ต้องหวาดกลัว
เห็นต่างโดยไม่ต้องกลัวเรือนจำ
และหากจะรัก ก็รักเพราะเขาเลือกที่จะรัก

ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับให้เขาต้องเงียบ

สำหรับดิฉัน นั่นต่างหากคือความมั่นคงที่ยั่งยืน

และนั่นต่างหากคือการปกป้องสิ่งที่ดิฉันรัก

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: