อ.อุ๋ย ชี้ อวสานพญาอินทรี เมื่อ นิติสงคราม และความพ่ายแพ้ในอิหร่านกระชากหน้ากากมหาอำนาจเบอร์หนึ่งที่โลกเคยยำเกรง
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า อ.ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่าง และ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ระบุว่า…
ในแวดวงกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจประกาศต่อสภาคองเกรสว่าสงครามกับอิหร่านได้ “สิ้นสุดลง” นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การแจ้งเพื่อทราบตามระเบียบงานสารบรรณ แต่นี่คือ “รอยร้าว” ขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงการล่มสลายของระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar World) อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
หากเราพิจารณาด้วยสายตาของนักกฎหมายและนักยุทธศาสตร์ จะพบว่าการประกาศนี้มีนัยยะแอบแฝงที่น่าสมเพชยิ่งกว่าที่ตาเห็น เพราะมันคือการใช้ “นิติสงคราม” (Lawfare) เพื่อหาทางลงให้ตัวเองจากการติดหล่มทางทหารที่ตนเองเป็นผู้ก่อ
นิยามของ “มหาอำนาจเบอร์หนึ่ง” ในทางรัฐศาสตร์คือการมี “อำนาจนำ” (Hegemony) ที่สั่งให้ใครซ้ายหันขวาหันได้ตามใจปรารถนา และมีแสนยานุภาพที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองผ่านกำลังทางทหารได้ทุกเมื่อ
แต่ภาพที่ปรากฏในกรณีอิหร่านกลับย้อนแย้งกับภาพลักษณ์ “ตำรวจโลก” อย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ ทุ่มสรรพกำลังมหาศาล อาวุธที่โฆษณาว่าล้ำสมัยเหนือโลกกลับไม่สามารถเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านได้ ไม่สามารถควบคุมความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลกได้
ความล้มเหลวนี้พิสูจน์แล้วว่า “หน้ากาก” แห่งความไร้เทียมทานนั้นถูกกระชากออก และแท้จริงแล้วอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้าง “มายาคติ” เพื่อข่มขวัญนานาชาติเท่านั้น เมื่อต้องปะทะกับยุทธศาสตร์การรบที่ยืดหยุ่นและอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง แสนยานุภาพที่เคยถูกยกยอจึงดูไม่ต่างจาก “ลูกแกะที่หุ้มหนังสิงโต”
ในเชิงกฎหมาย การประกาศสิ้นสุดสงครามต่อสภาคองเกรสนั้นเป็นเพียง “กลเม็ดทางกฎหมายภายใน” (Internal Legal Maneuver) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดภายใต้มติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มักใช้ช่องว่างนี้ในการปฏิบัติการทางทหารโดยไม่ต้องขออนุมัติงบประมาณหรือการรับรองอย่างเป็นทางการจากฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่มุมมองในระดับกฎหมายระหว่างประเทศการกระทำเช่นนี้คือการยอมรับโดยปริยายว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถมีชัยเหนืออธิปไตยของอิหร่านได้จากการกระทําผิดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อที่ 2(4) เรื่องการละเว้นจากการใช้กำลังคุกคามอธิปไตยของรัฐอื่น
การที่มหาอำนาจไม่สามารถ “สั่งให้เป็นไปตามใจ” ได้อีกต่อไป ย่อมหมายถึงการสูญเสียความชอบธรรมในการเป็นผู้กำหนดระเบียบโลก (World Order)
สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่สถานะประเทศที่ “มีแค่กำลังแต่ไร้อำนาจนำ” ซึ่งในโลกยุคใหม่ที่ความร่วมมือแบบพหุภาคีและการผงาดขึ้นของขั้วอำนาจใหม่กำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ การหลอกตัวเองด้วยการสร้างวาทกรรมทางกฎหมายเพื่อปกปิดความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ จึงเป็นเพียงการยื้อเวลาของอาณาจักรที่กำลังเสื่อมถอยเท่านั้น
นับจากนี้เป็นต้นไป ระเบียบโลกจะไม่ถูกกำหนดจากทําเนียบขาวเพียงแห่งเดียว แต่จะถูกเขย่าด้วยความเป็นจริงใหม่ที่ว่า “สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป” และหน้ากากแห่งแสนยานุภาพนั้นได้แตกสลายลงอย่างไม่มีวันกลับคืน
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS