Connect with us

Health

TDEE คืออะไร? คำนวณพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน เพื่อวางแผนการกินและการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง

Published

on

หลังจากทำความเข้าใจเรื่อง BMR แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า หากร่างกายใช้พลังงานพื้นฐานเพียงอย่างเดียว เหตุใดจึงยังต้องคำนวณตัวเลขอื่นอีก คำตอบคือ ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้อยู่ในสภาวะพักตลอดเวลา แต่ยังมีการเดิน ทำงาน ออกกำลังกาย ย่อยอาหาร และทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งล้วนทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การวางแผนรับประทานอาหารหรือควบคุมน้ำหนักจึงไม่ควรอ้างอิงจาก BMR เพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ค่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดปริมาณแคลอรีที่ควรได้รับ

TDEE คืออะไร?

TDEE ย่อมาจาก Total Daily Energy Expenditure หรือ พลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในหนึ่งวัน

TDEE คือผลรวมของพลังงานที่ร่างกายใช้จากทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของอวัยวะภายใน การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย และการย่อยอาหาร

กล่าวง่าย ๆ คือ หากรับประทานพลังงานเท่ากับค่า TDEE น้ำหนักตัวจะมีแนวโน้มคงที่ (เมื่อปัจจัยอื่นคงเดิม)

TDEE ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

การใช้พลังงานของร่างกายในแต่ละวันประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก

1. BMR (Basal Metabolic Rate)

เป็นพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายใช้เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ทำงาน เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ และการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย

BMR คิดเป็นประมาณ 60–70% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละวัน

2. การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย (Exercise Activity)

เป็นพลังงานที่ใช้ระหว่างการออกกำลังกาย เช่น

  • เดิน
  • วิ่ง
  • ปั่นจักรยาน
  • ว่ายน้ำ
  • เล่นกีฬา
  • เวทเทรนนิง

ปริมาณพลังงานที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิด ความหนัก และระยะเวลาของกิจกรรม

3. การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (NEAT)

NEAT หรือ Non-Exercise Activity Thermogenesis คือพลังงานที่ใช้จากกิจกรรมที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย เช่น

  • เดินไปทำงาน
  • ขึ้นบันได
  • ทำงานบ้าน
  • ยืนทำงาน
  • ขยับตัวระหว่างวัน
  • เดินซื้อของ

หลายคนมองข้าม NEAT แต่ในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่เคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน NEAT อาจใช้พลังงานหลายร้อยกิโลแคลอรีต่อวัน

4. พลังงานที่ใช้ในการย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food: TEF)

ทุกครั้งที่รับประทานอาหาร ร่างกายต้องใช้พลังงานในการย่อย ดูดซึม และนำสารอาหารไปใช้

TEF คิดเป็นประมาณ 10% ของพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน

โปรตีนเป็นสารอาหารที่ใช้พลังงานในการย่อยมากที่สุด รองลงมาคือคาร์โบไฮเดรต และไขมัน

วิธีคำนวณ TDEE

โดยทั่วไป สามารถคำนวณได้จาก

TDEE = BMR × ตัวคูณระดับกิจกรรม (Activity Factor)

ตัวอย่างตัวคูณที่นิยมใช้

ระดับกิจกรรมตัวคูณ
นั่งทำงานเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยออกกำลังกาย1.2
ออกกำลังกายเบา 1–3 วันต่อสัปดาห์1.375
ออกกำลังกายปานกลาง 3–5 วันต่อสัปดาห์1.55
ออกกำลังกายหนัก 6–7 วันต่อสัปดาห์1.725
ออกกำลังกายหนักมาก หรือใช้แรงทั้งวัน1.9

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติว่า

  • BMR = 1,700 กิโลแคลอรี
  • ออกกำลังกายปานกลาง 4 วันต่อสัปดาห์

TDEE = 1,700 × 1.55

TDEE ≈ 2,635 กิโลแคลอรีต่อวัน

หมายความว่า หากรับประทานประมาณ 2,635 กิโลแคลอรีต่อวัน น้ำหนักตัวจะมีแนวโน้มคงที่

TDEE ใช้อย่างไร?

หากต้องการรักษาน้ำหนัก

รับประทานพลังงานใกล้เคียงกับค่า TDEE

หากต้องการลดน้ำหนัก

ควรรับประทานพลังงานต่ำกว่า TDEE ประมาณ 300–500 กิโลแคลอรีต่อวัน

การลดพลังงานในระดับนี้มักช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมลดโอกาสสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเมื่อทำร่วมกับการรับประทานโปรตีนที่เพียงพอและการฝึกเวทเทรนนิง

หากต้องการเพิ่มน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ

ควรรับประทานพลังงานมากกว่า TDEE ประมาณ 200–400 กิโลแคลอรีต่อวัน ร่วมกับการฝึกแรงต้านและการได้รับโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อสนับสนุนการสร้างมวลกล้ามเนื้อและลดการสะสมไขมันส่วนเกิน

TDEE เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

ได้

ค่า TDEE ไม่ใช่ค่าคงที่ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • น้ำหนักตัว
  • มวลกล้ามเนื้อ
  • อายุ
  • ระดับกิจกรรมทางกาย
  • อาชีพ
  • การออกกำลังกาย
  • ภาวะสุขภาพ

ตัวอย่างเช่น หากเริ่มออกกำลังกายมากขึ้นหรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ค่า TDEE อาจสูงขึ้น ขณะที่การนั่งทำงานตลอดวันหรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออาจทำให้ TDEE ลดลง

ทำไมบางคนกินเท่ากัน แต่น้ำหนักไม่เท่ากัน?

แม้จะรับประทานอาหารในปริมาณใกล้เคียงกัน แต่แต่ละคนอาจมี TDEE แตกต่างกันจากหลายสาเหตุ เช่น

  • มวลกล้ามเนื้อไม่เท่ากัน
  • การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันต่างกัน
  • ความหนักของการออกกำลังกายไม่เท่ากัน
  • พันธุกรรม
  • อายุ
  • เพศ

ดังนั้น การเปรียบเทียบการรับประทานอาหารกับผู้อื่นจึงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในการวางแผนโภชนาการ

จำเป็นต้องคำนวณ TDEE อย่างละเอียดหรือไม่?

สำหรับคนทั่วไป การคำนวณ TDEE เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ในการวางแผนรับประทานอาหาร

เมื่อเริ่มปฏิบัติจริง ควรติดตามผล เช่น

  • น้ำหนักตัว
  • รอบเอว
  • เปอร์เซ็นต์ไขมัน
  • สมรรถภาพร่างกาย
  • ความรู้สึกระหว่างวัน

หากน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย อาจปรับปริมาณพลังงานหรือระดับกิจกรรมให้เหมาะสม

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ TDEE

“TDEE เป็นตัวเลขที่แม่นยำ 100%”

ไม่ถูกต้อง เพราะ TDEE ที่คำนวณได้เป็นเพียงค่าประมาณ อัตราการเผาผลาญจริงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันจากสมการ

“ยิ่งกินต่ำกว่า TDEE มาก ยิ่งลดน้ำหนักได้เร็ว”

แม้การลดพลังงานมากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักลดในระยะสั้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ขาดสารอาหาร และทำให้การควบคุมน้ำหนักในระยะยาวยากขึ้น

“ออกกำลังกายหนักแล้วกินเท่าไรก็ได้”

แม้การออกกำลังกายจะเพิ่มการใช้พลังงาน แต่หากรับประทานพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้เป็นประจำ น้ำหนักตัวก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้

วิธีใช้ TDEE ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เพื่อให้การวางแผนโภชนาการมีประสิทธิภาพ ควร

  • คำนวณ TDEE เป็นแนวทางเบื้องต้น
  • เลือกเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ลดน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรือเพิ่มกล้ามเนื้อ
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • รับโปรตีนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและเวทเทรนนิง
  • ติดตามผลทุก 2–4 สัปดาห์ และปรับแผนตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

สรุป

TDEE หรือพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการวางแผนรับประทานอาหารและการควบคุมน้ำหนัก โดยคำนวณจาก BMR ร่วมกับพลังงานที่ใช้จากการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย และการย่อยอาหาร

การเข้าใจค่า TDEE จะช่วยให้สามารถกำหนดปริมาณพลังงานที่เหมาะสมกับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม TDEE เป็นเพียงค่าประมาณ การติดตามผลและปรับแผนให้เหมาะกับการตอบสนองของร่างกายยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและองค์ประกอบร่างกายในระยะยาว

อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา

Line Today TOJO NEWS , ToJoNews

#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #สุขภาพ #Longevity

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: