Connect with us

Health

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) คืออะไร? สำคัญกว่าน้ำหนักจริงหรือไม่

Published

on

หลายคนให้ความสำคัญกับตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นหลัก เมื่อเห็นน้ำหนักลดลงก็มักรู้สึกว่ามีสุขภาพดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าร่างกายมีองค์ประกอบที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะน้ำหนักประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ ไขมัน กระดูก น้ำ และอวัยวะต่าง ๆ

หนึ่งในตัวชี้วัดที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน คือ “เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย” หรือ Body Fat Percentage ซึ่งช่วยให้เห็นว่าร่างกายมีไขมันอยู่ในสัดส่วนเท่าใด และสามารถใช้ประเมินสุขภาพได้ละเอียดกว่าการดูน้ำหนักหรือค่า BMI เพียงอย่างเดียว

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายคืออะไร?

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) คือ สัดส่วนของมวลไขมันเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น

หากมีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม และมีเปอร์เซ็นต์ไขมัน 20%

หมายความว่า ร่างกายมีไขมันประมาณ 16 กิโลกรัม และอีก 64 กิโลกรัมเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ และอวัยวะต่าง ๆ

ดังนั้น คนสองคนที่มีน้ำหนักเท่ากัน อาจมีรูปร่างและสุขภาพแตกต่างกัน หากมีเปอร์เซ็นต์ไขมันไม่เท่ากัน

ไขมันในร่างกายมีหน้าที่อะไร?

หลายคนมองว่าไขมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ความจริงแล้ว ร่างกายจำเป็นต้องมีไขมันในปริมาณที่เหมาะสม เพราะไขมันมีหน้าที่สำคัญ เช่น

  • เป็นแหล่งพลังงานสำรอง
  • ปกป้องอวัยวะภายในจากแรงกระแทก
  • ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย
  • เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์
  • ช่วยสร้างฮอร์โมนหลายชนิด
  • ช่วยดูดซึมวิตามิน A, D, E และ K

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีไขมันมากหรือน้อยเกินไป

ประเภทของไขมันในร่างกาย

1. ไขมันจำเป็น (Essential Fat)

เป็นไขมันที่ร่างกายต้องมีเพื่อการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น ระบบประสาท ระบบฮอร์โมน และอวัยวะภายใน

หากมีไขมันต่ำกว่าระดับนี้ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

2. ไขมันสะสม (Storage Fat)

เป็นไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังและรอบอวัยวะภายใน

ไขมันชนิดนี้เป็นแหล่งพลังงานสำรอง แต่หากสะสมมากเกินไป โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด

เปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสม

ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสมแตกต่างกันตามเพศและอายุ โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้

ผู้ชาย

เปอร์เซ็นต์ไขมันระดับ
2–5%ไขมันจำเป็น
6–13%นักกีฬา
14–17%ฟิตและแข็งแรง
18–24%อยู่ในเกณฑ์ปกติ
25% ขึ้นไปไขมันสูง

ผู้หญิง

เปอร์เซ็นต์ไขมันระดับ
10–13%ไขมันจำเป็น
14–20%นักกีฬา
21–24%ฟิตและแข็งแรง
25–31%อยู่ในเกณฑ์ปกติ
32% ขึ้นไปไขมันสูง

ค่าดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางโดยประมาณ และอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งอ้างอิงและช่วงอายุ

ทำไมเปอร์เซ็นต์ไขมันจึงสำคัญกว่าน้ำหนัก?

1. น้ำหนักเท่ากัน แต่รูปร่างไม่เหมือนกัน

คนที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมเท่ากัน อาจมีรูปร่างต่างกันมาก หากคนหนึ่งมีกล้ามเนื้อมากและไขมันน้อย ส่วนอีกคนมีไขมันมากและกล้ามเนื้อน้อย

นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรใช้ตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียวในการประเมินสุขภาพ

2. สะท้อนความเสี่ยงของโรคได้ดีกว่า

ผู้ที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณช่องท้อง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อ

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคไขมันพอกตับ
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

3. ใช้ติดตามผลการออกกำลังกายได้แม่นยำกว่า

ในช่วงเริ่มต้นของการออกกำลังกาย น้ำหนักอาจไม่ลดลงมาก เพราะร่างกายสร้างมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น

หากดูเฉพาะน้ำหนัก อาจเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายไม่ได้ผล แต่เมื่อวัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน จะพบว่าไขมันลดลงและองค์ประกอบร่างกายดีขึ้น

วัดเปอร์เซ็นต์ไขมันได้อย่างไร?

ปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น

เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (BIA)

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งในเครื่องชั่งอัจฉริยะและเครื่องในฟิตเนส

ข้อดี

  • สะดวก
  • ใช้เวลาไม่นาน
  • ติดตามผลได้ง่าย

ข้อจำกัด

ผลการวัดอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำในร่างกาย การรับประทานอาหาร หรือการออกกำลังกายก่อนวัด

เครื่อง DEXA Scan

เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง สามารถวัดไขมัน กล้ามเนื้อ และมวลกระดูกได้

อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ได้มีให้บริการทั่วไป

การวัดด้วยคาลิปเปอร์ (Skinfold Caliper)

เป็นการวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังในหลายตำแหน่ง แล้วนำมาคำนวณ

ความแม่นยำขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้วัด

เปอร์เซ็นต์ไขมันต่ำเกินไปอันตรายหรือไม่?

ใช่

แม้ว่าหลายคนต้องการมีรูปร่างลีน แต่การมีไขมันต่ำเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น

  • ฮอร์โมนผิดปกติ
  • ภูมิคุ้มกันลดลง
  • เหนื่อยง่าย
  • ฟื้นตัวจากการออกกำลังกายช้าลง
  • ในผู้หญิงอาจประจำเดือนผิดปกติหรือขาดประจำเดือน
  • เสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากขึ้น

ดังนั้น เป้าหมายควรเป็นการมีไขมันในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

วิธีลดเปอร์เซ็นต์ไขมันอย่างถูกต้อง

การลดไขมันควรมุ่งเน้นการรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ให้ได้มากที่สุด โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ
  • ควบคุมพลังงานที่ได้รับให้เหมาะสม
  • ฝึกเวทเทรนนิงอย่างสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิกควบคู่กัน
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

การลดน้ำหนักเร็วเกินไปอาจทำให้สูญเสียทั้งไขมันและมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานลดลงในระยะยาว

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ไขมัน

“น้ำหนักลด แปลว่าไขมันลด”

ไม่เสมอไป น้ำหนักที่ลดลงอาจมาจากน้ำ กล้ามเนื้อ หรือไกลโคเจน ไม่ใช่ไขมันเสมอ

“ยิ่งเปอร์เซ็นต์ไขมันต่ำ ยิ่งสุขภาพดี”

ไม่ถูกต้อง เพราะร่างกายจำเป็นต้องมีไขมันในระดับหนึ่งเพื่อให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ตามปกติ

“เครื่องชั่งวัดไขมันทุกเครื่องแม่นยำเหมือนกัน”

เครื่องแต่ละรุ่นใช้เทคโนโลยีและอัลกอริทึมที่แตกต่างกัน จึงอาจให้ค่าที่ไม่เหมือนกัน ควรใช้เครื่องเดิมและวัดในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบแนวโน้ม

สรุป

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยประเมินองค์ประกอบของร่างกายได้ละเอียดกว่าการดูน้ำหนักหรือค่า BMI เพียงอย่างเดียว เพราะสามารถบอกได้ว่าน้ำหนักที่มีอยู่นั้นเป็นไขมันมากน้อยเพียงใด

การมีเปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง สนับสนุนการทำงานของระบบต่าง ๆ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม หากต้องการปรับรูปร่างหรือดูแลสุขภาพ ควรให้ความสำคัญกับการลดไขมันพร้อมกับการรักษามวลกล้ามเนื้อ มากกว่าการมุ่งลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว

อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา

Line Today TOJO NEWS , ToJoNews

#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #สุขภาพ #Longevity

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: