Connect with us

Politics

เตือนภัย ‘ปลวกดิจิทัล’ ผลาญภาษีแพลตฟอร์มร้าง

Published

on

‘การดี’ จี้ สตง. เพิ่มประสิทธิภาพความคุ้มค่า เตือนภัย ‘ปลวกดิจิทัล’ ผลาญภาษีแพลตฟอร์มร้าง วอนตรวจเชิงรุกก่อนรัฐเสียหาย

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายชี้ประเด็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผลประโยชน์ทางการเงินการคลังของประเทศ

ดร.การดี ระบุว่า การตรวจเงินแผ่นดินถือเป็นกลไกสำคัญที่ต้องกระทำด้วยความสุจริต รอบคอบ โปร่งใส เที่ยงธรรม และปราศจากอคติ เพื่อป้องกันความเสียหายทางการเงินการคลังของรัฐ ดังนั้นจึงขอตั้งข้อสังเกตและให้ข้อเสนอแนะใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกเรื่องความคุ้มค่าของเม็ดเงินในการดำเนินงานของ สตง. ซึ่งจากรายงานประจำปี หน้า 226 พบว่า สตง. ได้รับจัดสรรงบประมาณ 3,357 ล้านบาท และระบุว่าสร้างประโยชน์รวมได้ 3,631 ล้านบาท แต่เมื่อแยกแยะรายละเอียด จะพบว่าเงินที่เรียกคืนได้จริงมีเพียง 731 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกกว่า 80% เป็นเพียงการประมาณการค่าเสียโอกาส

“เมื่อนำงบประมาณที่ลงทุนไปกับการมี สตง. มาคำนวณผลตอบแทนหรือ Benefit-Cost Ratio พบว่าอยู่ที่ 1.08 เท่า หรือเทียบง่ายๆ คือ ทุก 1 บาทที่ประเทศลงทุนไปกับ สตง. เราได้ผลประโยชน์กลับคืนมาเพียง 1.08 บาทเท่านั้น ขณะที่หน่วยงานตรวจสอบภายในหรือองค์กรตรวจเงินในต่างประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 50-100 เท่า งบประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทของ สตง. คิดเป็น 0.09% ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากล แปลว่างบประมาณไม่ได้น้อย จึงอยากให้กำลังใจและสนับสนุนให้ สตง. ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้คุ้มค่าสูงสุด มีตัวชี้วัดที่เทียบเคียงระดับสากล” ดร.การดี ระบุ

ดร.การดี กล่าวต่อในประเด็นที่สองว่า เป็นเรื่องความเชื่อมั่นในการตรวจสอบ โดยหยิบยกกรณีศึกษาจากสารคดี ‘ฉันคือปลวกกินภาษี’ ที่สะท้อนภาพสิ่งก่อสร้างร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ พร้อมเตือนว่า ปัจจุบันปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ แต่กำลังลุกลามสู่โครงการด้านเทคโนโลยี

“ในอดีตเราเห็นปลวกกินอาคารที่เป็นกายภาพ สร้างเสร็จแล้วทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่วันนี้เรากำลังเผชิญกับ ‘ปลวกรูปแบบใหม่’ หรือ ‘ปลวกดิจิทัล’ ที่ลงเงินภาษีไปนับพันนับหมื่นล้านบาทในการพัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ ที่พบการจัดทำโครงการซ้ำซ้อน ฟังก์ชันคล้ายกัน เบิกจ่ายงบประมาณมหาศาล แต่ประสิทธิภาพการใช้งานจริงกลับต่ำมาก เช่น แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ตั้งเป้าผู้ใช้ 8 แสนคน แต่มีผู้ใช้จริงเพียง 6 พันคน หรือบางโครงการของบไป 20 ล้านบาท ตั้งเป้า 20 ล้านคน แต่มีผู้ใช้จริงแค่หลักหมื่นคนแล้วก็ปิดตัวไป ปัญหาเหล่านี้เกิดจาก 2 ปัจจัยคือ การคิดไม่รอบคอบตั้งแต่ต้น หรือเกิดจากการทุจริตเชิงระบบที่แฝงมากับงบซ่อมบำรุงและดูแลระบบ (M&O) รายปี” ดร.การดี กล่าว

พร้อมกับได้ทิ้งท้ายเพื่อเรียกร้องให้ สตง. ปรับกระบวนการทำงานให้เป็น “การตรวจสอบเชิงรุก” รวมถึงการจับตาความคุ้มค่าในโครงการขนาดใหญ่อย่าง Th-Ai Passport ที่มีข้อทักท้วงจากผู้เชี่ยวชาญเป็นจำนวนมาก

“สตง. ต้องทำงานเชิงรุก มองเกมให้ขาดตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ อย่ารอให้งบประมาณเสียหายไปแล้วค่อยตามเรียกคืน เพราะโอกาสได้เงินคืนนั้นน้อยมาก แต่หากสิ่งใดที่เราเห็นสัญญาณความเสียหายล่วงหน้าและสามารถยับยั้งป้องกันได้ นั่นคือหัวใจสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง” ดร.การดี กล่าวในที่สุด

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: