Connect with us

News

“กอบศักดิ์”​ เทียบไทยกำลังอยู่บนทาง​ 3​ แพร่ง​ แนะทางออกโควิด​ ก่อนเจอหายนะ​!!!

Avatar

Published

on

กอบศักดิ์​ อดีตรมต.​ แนะ​ รัฐบาลต้องเร่งลดการระบาดให้ได้​ สิ่งสำคัญคือวัคซีน​ต้องฉีดเพิ่มให้ได้​ 15​ ล้านโดส​ ในเดือนกันยาฯ​ คนไทยต้องช่วยกันซื้อเวลา​ 1-2 เดือน ไม่ออกไปไหน

ผู้​สื่อข่าว​โต​โจ้​นิว​ส์ราย​งานว่า​ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล​ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ เสนอแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์​โควิดของไทย​ ผ่านบทความโดยเปรียบเทียบ​ โควิดสายพันธุ์แต่ละประเทศ​ โดยระบุว่า​ ทางที่ต้องเลือก​ ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง มีอย่างน้อย 3 เส้นทางที่รออยู่ข้างหน้า

(ทางแรก)​ เส้นทางแห่งอินเดีย เส้นทางแห่งหายนะ ที่มีความเสียหายจำนวนมากรออยู่

กลางมีนาคมที่ผ่านมา อินเดียต้องเผชิญกับการระบาดของโควิดสายพันธ์เดลต้า ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง จากจำนวนคนที่ป่วยเป็นโควิดและเสียชีวิตในรอบดังกล่าว

จากตัวเลขของทางการ มีคนป่วยไม่น้อยกว่า 19 ล้านคน และเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 2.5 แสนคน วันที่มีคนป่วยมากสุดคือวันละ 4 แสนกว่าคน เสียชีวิตวันละ 5,000 คน

ทั้งหมด นำมาซึ่งภาพที่น่าสลดใจ การเผาศพหมู่จำนวนมาก ศพที่ลอยมาตามแม่น้ำ คนตายในบ้าน ในที่ต่างๆ อ๊อกซิเจนที่ขาดแคลน คนที่แย่งกันเข้าโรงพยาบาล คนป่วยที่เรียงราย บ้างต้องนอน 2 คน 1 เตียง

ความจริงจำนวนผู้ที่ป่วยน่าจะมากกว่านั้นมาก เพราะล่าสุดมีผลการศึกษาว่า ณ มิถุนายนที่ผ่านมา คนอินเดีย 67% มีภูมิต้านทานโควิดอยู่ในตัวแล้ว เพิ่มขึ้นจากประมาณ 24% เมื่อปลายปีที่แล้ว

นอกจากนี้ การศึกษาจากหลายแหล่งชี้ว่า อาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคนในช่วงดังกล่าว

4 เดือนให้หลัง การระบาดของโควิดลดลงมาก เหลือวันละ 4 หมื่นคน เสียชีวิตวันละ 500 คน

จากไฟที่โหมแรง ค่อยๆ มอดลง เมื่อมองย้อนกลับไป ปัจจัยที่ช่วยให้การระบาดของโควิดสายพันธ์เดลต้าชะลอลง น่าจะมาจากการที่คนอินเดียจำนวนมากได้ป่วยเป็นโควิดแล้ว จนทั้งมีภูมิต้านทานโควิดในตัวประมาณ 67% แม้ว่าประเทศอินเดียจะฉีดวัคซีนครบโดสไปเพียง 6% และยังไม่ครบอีก 18%

(ทางสอง)​ เส้นทางแห่งอังกฤษ เส้นทางของความท้าทายและความพยายาม (ที่จะสู้ด้วยวัคซีน)

ช่วงปลายปีที่แล้ว ประเทศอังกฤษต้องเผชิญกับการระบาดใหญ่ระลอกสาม จาก “โควิดสายพันธ์แอลฟา” ที่ได้กลายพันธ์ในอังกฤษเอง ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศปิดเมืองเพื่อต่อสู้กับการระบาดรอบดังกล่าว แม้ว่าในช่วงแรกๆ รัฐบาลจะพยายามยื้อที่จะไม่ lockdown จนไม่สามารถชะลอต่อไปได้

ช่วงดังกล่าว เริ่มจากประมาณต้นธันวาคม 63 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มประมาณวันละ 15,000 คน ซึ่งสถานการณ์ได้ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ในช่วงต้นมกราคมมีผู้ป่วยเพิ่มสูงสุดประมาณ 67,000 คนต่อวัน

คนที่เสียชีวิตต่อวัน ในช่วงที่ร้ายแรงที่สุดอยู่ที่ 1,800 คน (20 มกราคม 64)

ระลอกที่สาม มีผู้ป่วยรายใหม่ในอังกฤษรวมแล้ว ประมาณ 2.5 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 6 หมื่นคน

(ทั้งนี้ ถ้าเราลองเทียบสัดส่วนเป็นขนาดประชากรของอินเดีย ถ้าอังกฤษมีประชากร 1.4 พันล้านคน มากเหมือนอินเดีย คือ 20 เท่า คงจะมีคนป่วย 51 ล้าน เสียชีวิต 1.2 ล้านคน ในรอบดังกล่าว ซึ่งรุนแรงเช่นกัน)

4 เดือนให้หลัง การระบาดระลอกที่สามของอังกฤษก็ได้ซาลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยผู้ป่วยรายใหม่ลดลงเหลือเพียงประมาณวันละ 4,000 คน เสียชีวิตประมาณวันละ 50 คน

การจบรอบของการระบาดระลอกที่สามในอังกฤษ เป็นผลมาจากการเร่งฉีดวัคซีนตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 63 เป็นต้นมา จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนเมษายน 64 อังกฤษสามารถฉีดไปได้ประมาณ 46.3% ของประชากร แยกเป็นฉีดครบโดส 7.3% และฉีดเข็มเดียว 39% (คิดเป็นจำนวนประมาณ 36 ล้านกว่าเข็มที่ฉีดไป) เมื่อรวมกับคนที่ป่วยโควิดไปแล้ว ณ ขณะนั้นอีก 4.3 ล้านคน ทำให้ประชากรประมาณมากกว่าครึ่ง ที่เริ่มมีภูมิต้านทานโควิดในตัว

ปัจจุบัน เป็นที่น่าสังเกตว่า อังกฤษกำลังมีการระบาดระลอกใหม่จากสายพันธ์เดลต้า ซึ่งล่าสุดทำให้มีผู้ป่วยรายใหม่ต่อวัน กลับขึ้นไปที่ประมาณ 4-5 หมื่นคนต่อวันอีกครั้ง แต่คนที่เสียชีวิตกลับน้อยกว่าเดิมมาก โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณวันละ 60 คน จากผลการที่อังกฤษสามารถฉีดวัคซีนครบโดสได้ 54% และเข็มเดียวอีก 15% รวมเป็นประมาณ 69% ของประชากร

(ทางสุดท้าย)​ เส้นทางแห่งจีน เส้นทางของความเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น

เส้นทางนี้มีความขรุขระ คดเคี้ยว มีป่ารก เขาสูงใหญ่ อยู่เบื้องหน้า ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวในการเดินไปข้างหน้า อดทนที่จะไม่ถอยกลับ ทำให้ท้ายที่สุดสามารถกำกับดูแลให้การระบาดจบลงได้

ทุกคนคงจำกันได้ ถึงภาพของจีน ที่เอาจริงในเรื่องของการปิดเมืองอู่ฮั่นเมื่อปีที่แล้ว

ช่วงดังกล่าว ยังไม่มีใครเข้าใจโควิดมากนัก และยังไม่มีวัคซีน

ทางออกเดียวที่จะไม่นำไปสู่ความหายนะ ก็คือ จัดการกักให้โควิดมอดไปเอง โดยการปิดเมือง ปิดถนน และจำกัดการเคลื่อนไหวของประชากร โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่าๆ ในการนำสถานการณ์เข้าสู่ปกติ จากที่ติดใหม่ประมาณวันละ 4,000 คน ลดลงมาเหลือเพียงต่ำกว่า 200 คนในช่วงต้นเดือนมีนาคม และค่อยๆ หมดไปในที่สุด

ทางนี้ไม่ได้มาง่าย เป็นทางที่แลกมาด้วยความยากลำบากของประชาชน เศรษฐกิจ ที่ต้องประคองให้ทุกคนผ่านไปได้ และต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยว เด็ดขาดอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบาย ไม่ถอยกลับจนกระทั่งบรรลุผล

เมื่อบรรลุผล เศรษฐกิจก็สามารถที่จะฟื้นกลับมาได้ด้วยตนเอง ทำให้ GDP จีนสามารถกลับไปจุดก่อนที่จะเกิดโควิดในเวลาเพียง 1 ไตรมาสเท่านั้น

สิ่งที่รอเราอยู่

เส้นทางเหล่านี้ เป็นเส้นทางที่เราต้องเลือก

เพราะถ้าเราไม่เลือก โควิดสายพันธ์เดลต้าจะเลือกให้เรา

เดลต้าจะทำงานต่อไปแบบไม่ลดละ ระบาดคนต่อคนในอัตราเร่ง ทำให้คนป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

เพิ่มโรงพยาบาลสนามเท่าไร ก็เต็มอย่างรวดเร็ว

จำนวนผู้ป่วยหนักจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทวีคูณ ขณะที่ ICU เรา หมอเรามีจำกัด เพิ่มได้อีกไม่มาก

และยิ่งบุคลากรทางการแพทย์เริ่มป่วยและเสียชีวิตเอง การต่อสู้ก็จะยากลำบากขึ้น ลำบากขึ้น

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไทยก็จะเริ่มก้าวไปสู่เส้นทางของอินเดีย ซึ่งเราคงไม่อยากให้ประเทศของเราเดินไปตามทางนั้น

เราจึงต้องเลือก

ทั้งสามเส้นทาง สิ่งที่เหมือนกันก็คือ การระบาดจะลดลงในที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

แต่เส้นทางของอินเดีย ความเสียหายในเรื่องของชีวิตคน รวมไปถึงปัญหาสุขภาพที่จะตามมาจาก “Long Covid” หรือ ลองโควิด เป็นต้นทุนที่สูงมาก ซึ่งถ้าจะออกจากวิกฤตการระบาดได้ด้วยการปล่อยให้มีคนจำนวนมากป่วย จนเกิดภูมิต้านทานหมู่ ความเสียหายเรื่องชีวิตคนและสุขภาพของประเทศระยะยาวก็จะตามมา

คำถาม คือ ทำอย่างไรที่เราจะสู่อีก 2 เส้นทางที่เหลือ

ทางแห่งจีน ทางแห่งอังกฤษ ทั้งสองเส้นทาง หมายถึง การที่เราจะต้องลดการระบาดในช่วงแรกให้ได้

สิ่งนี้จะเกิดได้ ก็จะมาจากที่ทุกคนเห็นถึงความเสียหาย ความหายนะที่รอเราอยู่ข้างหน้า

ช่วยกันเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา ช่วยกันหยุดอยู่บ้าน ช่วยกัน WFH ช่วยกันดูแลพี่น้องในชุมชนให้เขาอยู่ได้ในช่วงนี้ ซึ่งจะช่วยปกป้องผู้สูงอายุ 11 ล้านคนในไทยและคนที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ให้รอดจากวิกฤตรอบนี้

ทั้งหมด เพื่อซื้อเวลา ให้เราสามารถเดินไปตามทางแห่งอังกฤษ (ซึ่งจีนไม่มีวัคซีนเมื่อปีที่แล้ว)

ซื้อเวลา ให้ฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า

ปัจจุบัน เราฉีดได้ 15.7 ล้านเข็มคิดเป็นสัดส่วน 23.78% ของประชากร (ในส่วนนี้ 18.3% ได้รับเข็มแรก) เราต้องเพิ่มให้ได้อย่างน้อยประมาณที่อังกฤษฉีดได้ในช่วงต้นเดือนเมษายน คือ 36 ล้านเข็ม เพื่อให้สามารถมีภูมิต้านทานในประชากรของเรา (ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดแม้ฉีดวัคซีนแล้ว อาจจะป่วยจากสายพันธ์เดลต้าได้ แต่วัคซีนจะช่วยลดคนที่จะต้องเข้าสู่โรงพยาบาลต่อไป)

เราจะต้องฉีดเพิ่มอย่างน้อยอีก 20 ล้านเข็ม

จากข้อมูลล่าสุด จำนวนนี้จะมาจาก แผนวัคซีนรัฐบาลระหว่าง 19 กรกฏาคม – 31 สิงหาคม จำนวน 13 ล้านโดส ซึ่งเมื่อรวมกับที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะนำเพิ่มเข้ามาอย่างน้อยอีก 6 ล้านโดสภายในสิงหาคม และวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ก็จะทำให้ประมาณปลายสิงหาคม เราเข้าใกล้จุดที่อังกฤษฉีดได้ในจุดดังกล่าว

ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนเพิ่มได้ต่อเนื่องในเดือนกันยายน อย่างน้อยอีก 15 ล้านโดส (คือ จาก Aztra 6 ล้าน Sinopharm 6 ล้าน และอื่นๆ ที่จะหามาเพิ่ม) เราก็จะอยู่ในฐานะที่สามารถดูแลพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดของไทย ได้ดีในระดับหนึ่ง

ในเรื่องนี้ ทุกคนสามารถช่วยได้ บริษัทเอกชนสามารถสั่งวัคซีนทางเลือกจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ เพื่อช่วยรัฐบาลอีกแรง ซึ่งทุกเข็มที่เอกชนสั่งเพิ่ม หมายความว่าจะมีอีกเข็มหนึ่งที่รัฐบาลสามารถเอาไปให้คนอื่นๆ ในประเทศได้

นอกจากนี้ ทุกคนสามารถช่วยบริจาค เพื่อหาวัคซีนฉีดให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยและคนในกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม เช่น ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้ช่วยสมทบทุนประมาณ 6 ล้านบาทให้กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อจัดสรรวัคซีนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ส่วนรัฐบาลนั้น ทำอย่างไรที่จะปลดล็อคที่พันธนาการตนเอง ที่ทำให้วัคซีนเข้ามาไทยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ออกไปให้หมด ให้สมกับที่ประกาศว่า “วัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ”

เมื่อเราฉีดวัคซีนมากถึงจุดหนึ่ง เราก็จะสามารถพ้นจากวิกฤตรอบนี้ไปได้ เริ่มเปิดในสิ่งที่เราปิดไปอย่างมั่นใจ สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิต้านทานที่เราสร้างรอบนี้ให้กับประชาชนคนไทย จะทำให้เราพร้อมรับมือกับโควิดกลายพันธ์ตัวต่อไป

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2020 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: