Connect with us

Politics

รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ

Published

on

พริษฐ์ ชี้ เราจำเป็นต้อง แก้มาตรา236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า วันที่ 18 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกัน โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ? ทำไมเราจำเป็นต้อง แก้มาตรา236 เพื่อตัดดุลพินิจของประธานสภา ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช.

ประเทศเราจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ หากหน่วยงานหลักของประเทศเรื่องการต่อต้านการทุจริต ไม่ทำงานอย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีต รมว.คมนาคม) ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในบริษัท หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชัน และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเคยเป็นชนวนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน – ในส่วนของข้อพิรุธต่อมติดังกล่าว ทาง สส. ปกรณ์วุฒิ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้นแล้ว และเราคงต้องตรวจสอบคำอธิบายของ ป.ป.ช. ที่เลขาฯ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารในเร็วๆนี้ เป็นการต่อไป

อย่างไรก็ตาม หนึ่งประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม คือหากสมมุติเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอะไรไป (ไม่ว่าจะในกรณีคุณศักดิ์สยาม หรือกรณีอื่น) ที่เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย “ประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง?”

ความจริงแล้ว กฎหมายปัจจุบัน (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) มีการเปิดช่องให้ ประชาชน 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามข้อกล่าวหาได้ (ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อตามกลไกดังกล่าวเลย)

แต่ ! กลไกนี้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะมาตรา 236 ดันไปเพิ่มขั้นตอนเข้ามา ว่าหากประชาชนเข้าชื่อได้ครบถ้วนแล้ว จะต้องส่งไปให้ประธานรัฐสภาเสียก่อน เพื่อให้ประธานรัฐสภาใช้ “ดุลพินิจ” ในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกและยุติข้อร้องเรียนให้ไปไม่ถึงศาล

หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร และมองว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อให้เรามีประธานสภามาช่วยกลั่นกรองข้อกล่าวหาต่างๆให้มีความรอบคอบขึ้น

แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภามักจะเป็น สส. รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)

ดังนั้น ทุกท่านลองจินตนาการดูครับ ว่าหากวันไหนที่รัฐบาล และ ป.ป.ช. เกิด “ฮั้ว” กัน และตกลงกันว่าจะให้ ป.ป.ช. “เกียร์ว่าง” และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล : หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าประชาชนกี่ล้านคนจะร้องเรียน ป.ป.ช. ผ่านกลไกนี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็แทบจะไม่มีโอกาสไปถึงศาล เพราะรัฐบาลก็สามารถสั่งการหรือกดดันให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจที่มีตามมาตรา 236 เพื่อปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังคงมีอำนาจและดุลพินิจตามมาตรา 236 บทบัญญัตินี้จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ง่ายขึ้น และทำให้กลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ใช้งานไม่ได้จริง

เพื่อป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. และเพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกลไกของภาคประชาชนในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้อง แก้มาตรา236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่

ทางเราพรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาแล้ว โดยเราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อผลักดันให้สำเร็จ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภาว่าต้องการ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: