รอมฎอน ชี้ การจงใจปิดไมค์เพื่อพูดประโยคสำคัญนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะอาจสะท้อนจุดยืนและความคิดของผู้นำ
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ระบุว่า…
ทำความเข้าใจความน่ากลัวในคำพูดปิดไมค์ของแม่ทัพภาคที่ 4 หากต้องการเข้าใจคำพูดสองสามประโยคของท่านแม่ทัพภาค 4 วันนี้ที่ขอปิดไมค์พูดในระหว่างแถลงข่าวมีความหมายว่าอย่างไร? เราคงต้องมานั่งฟังกันดี ๆ ครับ
การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 หรืออีกหมวกนึงคือ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยต่อสื่อมวลชนกรณีเหตุการณ์ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยปรากฎข้อเท็จจริงของคดีว่ามีส่วนเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. และกองทัพหลายคน รวมไปถึงยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุซึ่งเป็นรถยนต์ของ กอ.รมน. แต่ในระหว่างที่ไล่เรียงเนื้อหาในการแถลงนั้น ท่านขอตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบปิดไมค์ ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ไป
ท่านพูดว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
ฟังด้วยใจเป็นธรรม รูปประโยคนั้นเหมือนจะเป็นการปฏิเสธว่ากองทัพเข้าไปมีส่วนในเหตุสังหาร ซึ่งถ้าพูดตรง ๆ ก็พอจะเข้าใจได้ แต่การบอกปัดด้วยท่าทีเช่นนี้เหมือนเป็นการท้าทายมากกว่า ไม่ใช่ท้าทายอะไรไปมากกว่าระบบตรวจสอบการใช้กำลังของรัฐเอง — ประเด็นเลยกลายเป็นถ้าจะทำ ก็ต้องทั้งบรรลุเป้าหมายและแนบเนียนกว่านั่นเอง
ประโยคนี้ ทำให้สาระสำคัญของการแถลงข่าวทั้งหมดแทบจะไม่มีความหมายอะไร ที่จริงแล้ว มีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ อยู่พอสมควร แต่ต้องบอกว่าคนอยากจะฟังและเห็นการเปิดปากครั้งแรกของผู้นำหน่วย กอ.รมน. มากกว่า
ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียง ท่วงทำนอง และภาษากาย จึงสำคัญมาก — การจงใจปิดไมค์เพื่อพูดประโยคสำคัญนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะอาจสะท้อนจุดยืนและความคิดของผู้นำได้ดีกว่าถ้อยแถลงที่เป็นทางการตอนเปิดไมค์
คำพูดที่สะท้อนวิธีคิดเช่นนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่าการใช้กำลังที่ไม่ปล่อยให้รอดนั้นใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมในการแก้ไข “ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือไม่? แนวทางเช่นนี้ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาของท่านหรือไม่? ท่าน ผบ.ทบ.ซี่งเลือกท่านข้ามภาคจากแนวปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มานั่งคุมทัพภาคใต้เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในวิธีคิดและวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือไม่?
ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน รับรู้และเห็นชอบกับแนวทางเช่นนี้ด้วยหรือเปล่า?
การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในความขัดแย้งที่เราเจอในชายแดนใต้นั้น นอกจากจะต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังต้องมีความชอบธรรมทางการเมืองด้วย จึงจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนต่ออำนาจรัฐได้ ที่สำคัญ รัฐบาลเองก็เพิ่งแถลงให้เน้นแนวทางตามยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ไป
ผมต้องบอกตรง ๆ ว่า ในคำแถลงความคืบหน้ากรณีลอบสังหารผู้แทนราษฎรแล้วมีคำพูดแบบนี้ออกมานั้น สะท้อนความไม่เข้าใจต่อสถานการณ์และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างถึงราก
ผมอยากเห็นท่านนายกฯ และ ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.รมน. และรอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ได้พิจารณาทบทวนการทำหน้าที่และบทบาทของท่านแม่ทัพนรธิปโดยด่วนครับ
เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคำพูดปิดไมค์ที่ท้าทายในวันนี้ก็คือคำถามที่ตามมาว่าตกลงแล้ว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ภายใต้การบังคับบัญชาของท่านแม่ทัพ มีปฏิบัติการที่ #ไม่ปล่อยให้รอด ไปแล้วด้วยหรือไม่? มีไปแล้วกี่กรณี? ในอนาคต แนวทางที่เป็นส่วนตัวเช่นนี้ จะกลายเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้วยหรือไม่?
คำตอบต่อคำถามเหล่านี้น่ากลัวทั้งสิ้นครับ
ท่านแม่ทัพต้องไม่ลืมว่าท่านคือผู้ใช้อำนาจรัฐที่กระทบต่อประชาชน ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาของกำลังพลราว 5 หมื่นอัตรา ทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร ในจำนวนนี้มีอาวุธประจำกายและเข้าถึงอาวุธร้ายแรง ท่านยังเป็นเจ้าพนักงานที่ถือกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐล้นเกินกว่ากฎหมายปกติ 3 ฉบับซ้อนกันในพื้นที่ 37 อำเภอ ท่านยังมีงบประมาณที่ต้องดูแลอีกเกือบหมื่นล้านบาท ทั้งที่ตรวจสอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
หากท่านมีเจตนาจะใช้ความรุนแรงในกรณีใด กรณีหนึ่ง ก็คงพาลให้คิดว่าทำไมท่านจะทำไม่ได้
แต่ท่านไม่ใช่นายนรธิปเฉย ๆ นะครับ ท่านเป็น พล.ท.นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 หรืออีกหมวกนึงคือแม่ทัพภาคที่ 4 (คนที่ 17 นับตั้งแต่ไฟใต้ปะทุมา 22 ปี)
อย่างน้อย ๆ ที่สุด การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐก็มีต้องมีขอบเขต เรายังมีกฎการปะทะ กฎหมาย และรัฐธรรมนูญอยู่นะครับ ไม่ว่าจะอย่างไร ประเทศนี้ก็พอจะมีกติกาอยู่บ้าง
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS