อ.ทัศนัย ซัด สังคมไทยมุ่งเน้นให้คนทำผิดอับอาย ถาม ความดี มีไว้เพื่อแสดงอำนาจเหนือผู้อื่นหรือ?
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า จากกรณีผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ข้อความ ระบุว่า
สังคมไทยคุ้นเคยกับการลงโทษที่ไม่ได้มุ่งเพียงให้คนสำนึกผิด หากทำให้เขาอับอายต่อหน้าสาธารณะชน ตั้งแต่เด็กที่ถูกเรียกไปยืนหน้าชั้นเรียน ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกด่าในวงประชุม พ่อแม่ตวาดลูกต่อหน้าคนอื่น รุ่นพี่เรียกรุ่นน้องไปซ่อมในห้องเชียร์ ไปจนถึงท่าทีของผู้พิพากษาในการตัดสินคดีทางการเมือง การลงโทษจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขพฤติกรรม แต่เป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่าใครควรอยู่สูงกว่า และใครควรอยู่ต่ำกว่า
การบังคับให้ขอโทษ กราบ ยกมือไหว้ หรือสารภาพต่อหน้ากล้อง จึงมีความหมายมากกว่าการขออภัย มันเป็นพิธีกรรมที่นำผู้ละเมิดกลับเข้าสู่ระเบียบสังคมเดิม ผู้ถูกลงโทษต้องยอมรับอำนาจของผู้ตัดสิน ขณะที่ผู้ชมได้รับการยืนยันว่า ใครก็ตามทำแบบเดียวกันจะมีผลอย่างไร และอย่าได้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
เมื่อเติบโตในวัฒนธรรมเช่นนี้ เราจึงไม่ได้เรียนรู้เพียงว่าอะไรคือ “ความดี” หรือ “ความชั่ว” แต่เป็นการฝึกฝนตนเองว่า ความดีคือสถานะทางอำนาจแบบหนึ่ง คนดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงประพฤติดี แต่ยังรู้สึกว่าตนมีสิทธิเรียกผู้อื่นมาพิพากษา ประจาน และลงโทษอย่างไรก็ได้ ความดีจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากคุณธรรมเป็นใบอนุญาตให้กร่างได้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อความดีต้องการผู้ชม ความรุนแรงก็ต้องการเวที กระบวนการยุติธรรมจึงหมายถึงการไล่ล่า และความสะใจค่อย ๆ เข้ามาแทนที่มโนสำนึกที่ควรและไม่ควรกระทำสิ่งต่างๆ
ศาลเตี้ยเติบโตในพื้นที่ที่สังคมมองเห็นความผิดของคนบางประเภท แต่กลับมองไม่เห็นความรุนแรงที่กระทำต่อคนเหล่านั้นและกลายเป็นความชอบธรรมของฝูงชนในที่สุด ที่จะหัวเราะ ปรบมือ ไชโยโห่ร้อง ที่ได้เห็นคนถูกแขวนคอ เฆี่ยนตี เอาหินเขวี้ยง จำคุก หรือโดนเผาทั้งเป็น
โลกออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้สร้างวัฒนธรรมเช่นนี้ขึ้นมา แต่ช่วยเร่งสำนึกเดิมๆ ในอดีตให้มันทำงานเร็วขึ้น การประจานมีผู้ชม การชี้เป้า การไปรอเฝ้ามีผู้ร่วมลงมือ และการลงโทษมีรางวัลเป็นยอดไลก์ ยอดแชร์ และเสียงชื่นชมในการถ่ายทอดสด
เราเติบโตมาในสังคมที่สอนให้เชื่อว่า “ความดี” มีไว้ยับยั้งอำนาจในใจของตนเอง หรือมีไว้เพื่อแสดงอำนาจเหนือผู้อื่นกันแน่?
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS