แก้วตา ร่ายยาวสาเหตุส้มแพ้เลือกตั้งนายกฯ อบจ.นนทบุรี ย้ำ อย่ามองแค่กระแสตก ต้องดูตัวเลขดีๆ
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.กทม. พรรคประชนชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ทำไม “ส้มยกจังหวัด” ตอนเลือก ส.ส. แต่แพ้นายก อบจ.นนทบุรี?
ผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี วันที่ 20 กันยายน 2569 น่าสนใจมาก เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อน พรรคประชาชนเพิ่งชนะการเลือกตั้ง ส.ส. ครบทั้ง 8 เขตของนนทบุรี แต่เมื่อเปลี่ยนสนามมาเป็นนายก อบจ. กลับแพ้กลุ่มการเมืองท้องถิ่นเดิมอีกครั้ง (Thai PBS)
ถ้ามองเพียงว่า “กระแสส้มตก” ดิฉันคิดว่าเราจะอ่านตัวเลขไม่ครบ เพราะลองย้อนดูสามครั้งที่ผ่านมา
ปี 2563
ธงชัย เย็นประเสริฐ — 197,592 คะแนน
ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ คณะก้าวหน้า — 139,401 คะแนน
ห่างกัน 58,191 คะแนน
ผู้มาใช้สิทธิ 50.02% (KPI)
ปี 2568
ธงชัย เย็นประเสริฐ — 219,173 คะแนน หรือ 57.26%
เลิศมงคล วราเวณุชย์ พรรคประชาชน — 155,035 คะแนน หรือ 40.50%
ห่างกัน 64,138 คะแนน
ผู้มาใช้สิทธิประมาณ 41.47% (Arabic Store)
ปี 2569
นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ — 193,653 คะแนน หรือประมาณ 55.9% ของบัตรดี
เดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน — 138,274 คะแนน หรือประมาณ 39.9%
ห่างกัน 55,379 คะแนน
แต่ครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 376,278 คน จาก 1,075,199 คน หรือประมาณ 35% (มติชนออนไลน์)
สิ่งที่ตัวเลขบอกจึงน่าสนใจกว่าคำว่า “แพ้” มาก
หนึ่ง พรรคประชาชนไม่ได้เสียสัดส่วนคะแนนจากการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งก่อนแบบถล่มทลาย จาก 40.50% ในปี 2568 มาอยู่ประมาณ 39.9% ในปี 2569 ต่างกันไม่ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ปัญหาคือคะแนนระดับประมาณ 40% ยังไม่เพียงพอเมื่อคู่แข่งหลักสามารถรวมคะแนนได้เกินครึ่ง
สอง การชนะ ส.ส.ทั้ง 8 เขตกับการชนะนายก อบจ.เป็นคนละสมการ การเลือกตั้ง ส.ส.แต่ละเขตมีผู้สมัครจากหลายพรรค คะแนนฝ่ายที่ไม่เลือกพรรคประชาชนจึงกระจายออกไป แต่การเลือกนายก อบจ.ครั้งนี้ ผู้สมัครสองคนแรกกินคะแนนรวมกันเกือบทั้งหมดของบัตรดี ทำให้การแข่งขันมีลักษณะใกล้เคียงการเผชิญหน้าระหว่างสองฐานคะแนนมากกว่า
ดังนั้นคำว่า “ส้มยกจังหวัด” ไม่ได้หมายความว่าคนนนทบุรีเกินครึ่งเลือกพรรคประชาชนเสมอไป แต่หมายถึงผู้สมัครของพรรคได้คะแนนอันดับหนึ่งในทั้ง 8 เขต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการต้องรวมคะแนนทั้งจังหวัดเพื่อชนะตำแหน่งนายก อบจ. (Thai PBS)
สาม สิ่งที่พรรคประชาชนยังเจอในการเมืองท้องถิ่นคือ เครือข่ายพื้นที่ที่สร้างมานานกว่าสองทศวรรษ กลุ่มผึ้งหลวงครองสนามนายก อบจ.นนทบุรีมายาวนาน และมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับนักการเมืองท้องถิ่นหลายระดับ งานศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าก็เคยบันทึกถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มผึ้งหลวงกับเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดไว้ ขณะที่นักวิชาการให้ความเห็นก่อนเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ความต่อเนื่องของเครือข่ายตั้งแต่ อบจ. เทศบาล และ อบต. เป็นข้อแตกต่างสำคัญเมื่อเทียบกับพรรคประชาชน (KPI)
นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า “กระแสพรรค” กับ “โครงสร้างการเมืองในพื้นที่” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
สี่ ตัวเลข turnout ยิ่งต้องนำมาคิด ปี 2563 คนออกมาใช้สิทธิประมาณ 50% ปี 2568 เหลือประมาณ 41% และครั้งนี้เหลือเพียงประมาณ 35% (KPI)
เราไม่สามารถสรุปจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวว่าคนที่ไม่ออกมาเลือกตั้งเป็นฐานของฝ่ายใด แต่สิ่งที่พูดได้คือ เมื่อ turnout ต่ำ ความสามารถในการทำให้ผู้สนับสนุนของตน ออกจากบ้านมาลงคะแนนจริง ยิ่งมีความสำคัญ และเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานต่อเนื่องยาวนานย่อมเป็นตัวแปรที่ต้องนำมาพิจารณา
สุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับดิฉันคือ ถ้ามองตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2569 เราจะเห็นว่าแนวการเมืองก้าวหน้า/พรรคประชาชนสามารถขยับจากประมาณ 33% ในปี 2563 ขึ้นมาแตะประมาณ 40% ในสนาม อบจ. แต่ยังไม่สามารถข้ามเพดานนั้นไปเป็นเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิได้ ขณะที่กลุ่มผึ้งหลวงยังรักษาความสามารถในการรวมคะแนนระดับเกินครึ่งไว้ได้ในสองครั้งหลัง (Arabic Store)
เพราะฉะนั้น ผลวันที่ 20 กันยายน 2569 ไม่ได้บอกเพียงว่าใครชนะหรือใครแพ้
แต่มันบอกเราว่า การชนะการเมืองระดับชาติ ไม่ได้หมายความว่าจะยึดการเมืองท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ
นนทบุรีจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากว่า ในจังหวัดเดียวกัน ประชาชนสามารถเลือกพรรคหนึ่งในการเมืองระดับชาติ แต่เลือกอีกเครือข่ายหนึ่งมาบริหารท้องถิ่นได้ และ “คะแนนนิยมของพรรค” ไม่จำเป็นต้องแปลตรงตัวเป็น “อำนาจทางการเมืองในพื้นที่”
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS