News
เริ่มรำคาญ! อ.เจษฎา ตอบแล้ว! ทำไมไม่เรียกร้องให้ยูเครน-รัสเซียเจรจา เหมือนที่ทำกับไทย
Published
2 เดือน agoon
By
Admin_Tojo
อ.เจษฎา อธิบายชัดเจน! สงครามยูเครน ต่างจากไทย-เขมร ลั่น ถ้าเรายังบุกเขมรเรื่อยๆ ก็ไม่ต่างจากรัสเซียรังแกเพื่อนบ้าน
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
“สงครามไทย-กัมพูชา ไม่เหมือนกับ สงครามยูเครน-รัสเซีย (แต่เริ่มๆ จะคล้ายขึ้นและ)”
เรื่องของเรื่องคือ เจอคน (ที่สนับสนุนให้ไทยรบกับกัมพูชา) เข้ามาหาเรื่องถามซ้ำๆ อยู่ได้ว่า กรณียูเครนนี่ ผมเรียกร้องให้เจรจาหรือเปล่า ? จนผมรำคาญ .. เลยขอนั่งเขียนอธิบายเรื่องนี้หน่อยแล้ว
คำตอบคือ ผมไม่ได้เรียกร้องให้ยูเครนเจรจากับรัสเซีย แต่เรียกร้องให้กองทัพรัสเซีย (ภายใต้คำสั่งของเผด็จการปูติน) ยุติสงคราม “รุกรานประเทศอื่น” โดยถอนกำลังออกไปจากแผ่นดินของยูเครน .. และจริงๆ ก็ไม่ได้สนับสนุนแผนเจรจาสันติภาพ ที่อเมริกา (โดย โดนัลด์ ทรัมป์) เสนอให้ยูเครนยอมแพ้ ยอมมอบดินแดนให้กับรัสเซียด้วย
ในขณะที่กรณีของไทย-กัมพูชา ผมก็โพสต์หลายรอบแล้วว่า ขอให้สงครามจบลงอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน 5 วัน เพื่อลดความสูญเสียและเกลียดชังกันระหว่างทั้งสองฝ่าย จากสงคราม “พิพาทพรมแดน” ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนี้ โดยผมเชื่อว่ารบกันยังไง สุดท้ายก็ต้องจบลงที่โต๊ะเจรจา
ทำไมมุมมองของผมต่อทั้ง 2 สงครามนี้ ถึงแตกต่างกัน .. ก็เพราะที่มา และรูปแบบของสงคราม ระหว่างของไทย-กัมพูชา กับ ยูเครน-รัสเซีย มันแตกต่างกันมากครับ
เริ่มจากกรณีของ ยูเครน-รัสเซีย ก่อน สำหรับท่านที่ไม่ทราบ มันคือความพยายามของปูติน ที่จะยึดครองยูเครน เอากลับมาอยู่ภายใต้รัสเซียอีกครั้ง เหมือนสมัยโซเวียต โดยที่รัสเซียได้เข้ายึดแคว้นไครเมียของยูเครนไปรอบนึงแล้ว ตั้งแต่ปี 2014 (ดูรุปประกอบ)
จากนั้น ก็ใช้ข้ออ้างสารพัด แบบหมาป่าจะกินลูกแกะ (เช่น อ้างเรื่องการเข้าร่วมอียู การเข้าร่วมเนโต้ เรื่องปกป้องคนที่พูดภาษารัสเซียในยูเครน จนไปถึงเรื่องกล่าวหาว่ายูเครนเป็นนาซี ฯลฯ) ยกกำลังเข้ารุกรานแบบเต็มรูปแบบในปี 2022 จนยึดได้หลายแคว้น
และรัสเซียก็ใกล้จะเข้ายึดเมืองหลวง ยึดประเทศยูเครนได้แล้วด้วยซ้ำ .. ยังดีที่ยูเครนพยายามสู้ จนได้พื้นที่คืนมาเป็นจำนวนมาก (ดูรูปประกอบ) และการต่อสู้ป้องกันอธิปไตยของตนก็ยังดำเนินต่อไป
ทั้งหมดนี้ คือการ “รุกรานประเทศอื่น” ข้าม “พรมแดน” ที่มีเส้นขีดกั้นชัดเจนอันเป็นที่รับรู้ของนานาชาติ โดยไม่มีการประกาศเตือนใดๆ ด้วยข้ออ้างข้างๆ คูๆ ร่วมทั้งคำว่า “preemptive strike” ต้องจู่โจมก่อน เพื่อ “ป้องกันตัว”
ซึ่งแน่นอนว่า ปฏิกิริยาของนานาชาติ ส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับการกระทำนี้ มีการลงมติประนามรัสเซีย เรียกร้องให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่อธิปไตยของยูเครน และออกมาตรการแซงค์ชั่นรัสเซีย … ซึ่งผมเห็นด้วยทั้งหมด !
กลับมาที่สงครามระหว่าง ไทยกับกัมพูชา นั้น ตั้งแต่การปะทะกันเมื่อปี 2554 หรือเมื่อเดือนกรกฏาคม ปีนี้ ในสายตาของนานาชาติ (รวมถึงผมด้วย) ไม่ได้มองว่าเป็นสงคราม ที่ประเทศหนึ่งรุกรานอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็น ปัญหาความขัดแย้งเรื่อง “ข้อพิพาทพรมแดน” อันเกิดจากการปักปันเส้นเขตแดนกัน ยังไม่จบ ยังไม่ลงตัว ยังพิพาทแย่งพื้นที่บางจุด ตามแนวเส้นบางๆ ของพรมแดน 2 ชาติ (ดูรูปประกอบ) และไม่ค่อยได้เป็นที่สนใจของนานาชาติเท่าใดนัก เพราะมันเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้เป็นจุดๆ ไป
เส้นบางๆ ที่เป็นที่พิพาทกันนี้ สาเหตุก็มาจากเรื่อง การใช้แผนที่คนละฉบับกันแค่นั้นเอง ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ และจะเห็นว่าจริงๆ แล้วก็เคลียร์ ปักปัน กันไปเยอะมากแล้ว (ดูรุปประกอบ) เพียงแต่ว่า ในความเป็นจริงนั้น มีหลายจุด ที่มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ เชิงอารยธรรม (พวกปราสาทต่างๆ ) รวมถึงเชิงยุทธศาสตร์ (พวกช่อง พวกเนินต่างๆ ) เลยทำให้ยากที่จะไปปักปันกันเสร็จโดยเร็ว จำเป็นต้องใช้เวลา ในการต่อรองกันอย่างอดทนทั้ง 2 ฝ่าย
ซึ่งแน่นอนว่า ในระหว่างที่ยังปักปันไม่เสร็จ ก็จะมีคน (ทั้งภาครัฐ กองทัพ และประชาชน) ของทั้งสองฝ่าย ที่หวงแหนในพื้นที่ของตน ตามที่ “แผนที่” ที่ตนเองยึดถือ และทำให้เกิดการพิพาทและปะทะกันประปราย มาโดยตลอด .. พูดง่ายๆ เช่น ไทยบอกว่าปราสาทเป็นของไทย กัมพูชาก็บอกว่าเป็นของเขาเช่นกัน ซึ่งอาจจะไม่มีใครผิดเลยก็ได้ เพราะแค่ใช้แผนที่คนละฉบับกัน
แล้วทางออกมันคืออะไร ถ้าจะใช้วิธีทางสันติ ก็ต้องขึ้นโต๊ะเจรจา หาวิธีที่เป็นกลาง จะใช้เทคโนโลยี หรือใช้การประนีประนอม เคลียร์กันเป็นจุดๆ ไป .. ซึ่งถ้ายอมรับความจริงกัน บางพื้นที่ ไทยก็อาจจะได้ไป บางพื้นที่ กัมพูชา ก็อาจจะได้ไป
แต่เนื่องจากไม่มีใครอยากยอมใคร และก็มีอคติ มีความเกลียดชังกัน มีความไม่ไว้ใจกัน สะสมมากขึ้น ๆ สุดท้าย ต่างฝ่ายต่างก็บอกว่า “ไม่” และก็ต้องปะทะกัน .. ซึ่งก็มักจะอ้างว่า อีกฝ่ายยิงก่อน อีกฝ่ายทำก่อน เราเลยต้องตอบโต้
ทีนี้ ถ้าแค่ปะทะกันประปรายเหมือนเมื่อก่อน เรื่องมันก็จะเป็นแค่ “พิพาทพรมแดน” อีกครั้ง และเป็นข่าวเล็กๆ ในหน้าสื่อต่างประเทศ
แต่ครั้งนี้ มันเริ่มไม่ใช่แบบนั้น เพราะการปะทะกัน มันเริ่มลุกลามใหญ่โต ยกระดับขึ้น ทั้งการใช้อาวุธที่รุนแรงขึ้น ความสูญเสียของกำลังทั้งสองฝ่ายที่มากขึ้น พื้นที่สู้รบที่กว้างออกไปมากขึ้น และกระแส “ชาตินิยม” ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ที่รุนแรงมากขึ้น มีเสียงเรียกร้องให้ทำลาย่ฝ่ายตรงข้าม ให้ มากกว่าจะเป็นการ “ตอบโต้” เมื่อแต่ก่อน .. มันจึงยกระดับเป็น “สงคราม” อย่างชัดเจน
พร้อมๆ กับคำกล่าวของทางฝั่งกองทัพไทย ที่ระบุว่า คราวนี้จะรบไปเรื่อยๆ จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพทางการทหาร .. ซึ่งแสดงว่า ไม่ใช่แค่การปะทะตอบโต้กันในบางจุดที่แผนที่ไม่ตรงกัน อีกต่อไป แต่จะเป็นการ “ทำลาย” ฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด ที่จะทำได้
ที่น่ากังวลคือ ในสายตาของนานาชาติ จับตามองทางฝั่งไทย ที่ใช้กำลังที่มีศักยภาพสูงในการโจมตีกว่าของกัมพูชา ดังเช่น การใช้เครื่องบินรบ บินไปทิ้งระเบิด ในพื้นที่ของกัมพูชา (ไม่ใช่แค่บริเวณแนวปะทะ ตรงเส้นพรมแดนที่มีปัญหานั้น) ไม่ว่าจะเป็นอาคาร (ที่เราอ้างว่าเป็นที่เก็บอาวุธ) สะพาน (ที่เราอ้างว่า เป็นเส้นทางลำเลียง) หรือแม้แต่ล่าสุด ที่คาสิโน (ที่เราเราอ้างว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์)
และนั่นค่อยทำให้นานาชาติให้ความสนใจกับกรณีสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชานี้มากขึ้น เพราะสงครามมันยกระดับขึ้น และออกไปนอกพื้นที่พิพาทมากขึ้น จนเริ่มดูเหมือนไทยเรารุกรานเข้าไปในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านด้วยซ้ำ ด้วยการอ้าง (คล้ายรัสเซีย) ว่าเป็น preemptive strike
แต่ต่างชาติเค้านั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้จะสนใจว่า “ใครยิงใครก่อน” แต่สนใจว่า เมื่อไหร่จะสามารถยุติสงครามนี้ได้ จะหยุดยิงได้ .. ทำให้ขนาดผู้ใหญ่มหาอำนาจอย่าง ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ยังสนใจที่จะมาไกล่เกลี่ย ผ่านตัวอย่างอย่าง อาเซียน (ซึ่งมีผู้นำ มาเลเซีย เป็นประธานโดยตำแหน่ง)
แต่กระแสชาตินิยมที่รุนแรงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมาจากสื่อ และ influencer ในโซเชียลมีเดีย ช่วยกันปั่น ทำให้แนวทางการกลับไปสู่การเจรจาเพื่อหยุดยิงนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้นำของทั้งไทยและกัมพูชา ทำตามกระแสของสังคม และไม่มีใครกล้าออกมาสนับสนุน แนวทางการหยุดยิง
โดยฝั่งไทย ก็กล่าวหาว่ากัมพูชาเริ่มก่อนและกำลังเล่นบทเหยื่อ ขณะที่กัมพูชา ก็กล่าวหาไทยว่าเป็นชาติใหญ่ที่กำลังรังแกเพื่อนบ้าน และหวังว่าจะให้เรื่องไปถึงศาลโลก ไปถึงสหประชาชาติ (ที่มีแนวโน้มว่าจะชนะคดี)
.
.
พูดมายาวเหยียดนี่ ก็มองไม่ออกเหมือนกันว่าเรื่องมันจะไปจบตรงไหน สัปดาห์นี้ ก็ท่าทางจะยังไม่จบแน่ๆ และความสูญเสียก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมทั้งงบประมาณที่ละลายไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว .. ได้แต่หวังว่า ในจบใน 3-5 วันอย่างที่ภาวนาไว้ (ซึ่งไม่สำเร็จ) หรือ อย่างน้อยก็ก่อนปีใหม่เถอะ (จะได้มีใจรื่นเริงได้บ้าง)
ที่แน่ๆ คือ อยากสรุปตอนจบนี้ว่า ไม่ต้องมาถามผมโดยเอาเรื่อง”ยูเครน” มาอ้างเทียบกันอีกครับ มันไม่เหมือนกันกับของไทย-กัมพูชา
หรือถ้าจะเหมือน ก็เริ่มใกล้เหมือน ถ้าเรายังบุกเข้าไปในพื้นที่ประเทศกัมพูชาอีกเรื่อยๆ .. สุดท้าย นานาชาติก็จะมองว่าเราเหมือนรัสเซีย ที่ไปรังแกเพื่อนบ้านได้ครับ (หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น)

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS
อนุทิน บอกรัฐมนตรีใหม่ต้องซื่อสัตย์ แต่พรรคที่เขานำอยู่คือภูมิใจไทย?
กลับกัน! ถ้าอิหร่านทิ้งระเบิดใส่สหรัฐฯ จะเรียกพวกเขาว่าอะไร ผู้ก่อการร้าย?
