พงศ์พรหม ซัด ปัญหาในประเทศไทย เจอทั้งตึกถล่ม-นักการเมืองโกงโครงการ
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
3 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวเราพาลูกไปออสเตรเลีย 3 รอบ
Sydney 1
Perth 2
แม้จะสลับกับออสเตรีย ญี่ปุ่น
แต่ออสเตรเลียเป็นประเทศหลักที่เราไปเสมอ
ผมแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อที่มีลูกๆรุ่นใกล้ๆกันว่า
(เพราะคุณพ่อรุ่นผมลูกโตหมดแล้ว 555)
โลกเปลี่ยนไปกว่าตอนที่ผมเด็ก และเป็นวัยรุ่นมาก
ตั้งแต่ผมเด็กจนโต โตหมายถึงก่อนอายุ 35 ปี
อเมริกา อังกฤษ เป็น default mode ของพวกเราในการจะไปเรียน ไปเที่ยว
Default mode ผมมีเพิ่มอีกแห่งคือเยอรมันที่ต้องขอขอบพระคุณคุณอาที่เอาผมไปช่วยเลี้ยงตั้งแต่ผม 7-8 ขวบ ยัน 16 ปี เพราะแกไม่มีลูก
วันนี้อังกฤษ อเมริกา ไม่เหมือนเดิม
เพิ่มเติมคือเมืองไทยก็เริ่มไม่เหมือนเดิม
แน่นอน
อังกฤษ อเมริกา และไทย
แม้ไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้แย่จนไปไม่ได้
แค่ “สิ่งลบๆ” มันเพิ่มใน 3 ประเทศนี้เป็นอย่างมาก
ผมยังเคยเดิน “โง่ๆ” ในลอนดอนได้อย่างปลอดภัย
ผมไม่เคยเจอการบุลลี่ในลอนดอนเลยมาทั้งชีวิต
แคลิฟอร์เนีย รัฐบ้านเกิดผม มันมี “เขตเถื่อน” ประปรายมาเสมอ แต่มันไม่ลุกลาม และเกิดสังคมบุลลี่แบบทุกวันนี้
ส่วนประเทศไทย
ตึกถล่มทั้งตึก ยังหาคนผิดไม่ได้
ตึกทั่วประเทศ “แสนกว่าล้าน” ถูกสร้างเพื่อโกง แล้วทิ้งร้าง แต่ทำอะไรใครไม่ได้
โครงการดีๆในพระราชดำริ โดนทหาร และนักการเมืองเอาไปปู้ยี่ปู้ยำจนพัง
ลองดูป่าที่สูงภาคเหนือ หรือ ลุ่มน้ำปากพนังดู
แถมเมืองไทยกลายเป็น “Toxic waste land of ASEAN” ที่น้ำใต้ดินกำลังปนเปื้อนรุนแรงทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกแล้ว
ออสเตรเลียไม่ใช่ประเทศ ”สวย ใส ไร้อาชญากรรม“
คุณแม่ผมจบออสเตรเลีย
แม่พาผมไปออสเตรเลียราวๆ 4-5 รอบ โดยเฉพาะ Sydney
Crime rate มันเพิ่มแหละ
แก๊งค์ชาวอาหรับ immigrants ที่ไปค้ายา (แถมพบว่ามีสายสัมพันธ์ดีกับนักการเมืองไทย) ก็เพิ่ม
แต่ผมรู้สึกว่า
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่
1.บ่มความคิดลูกสาวผมได้ ไม่มากก็น้อย เช่นการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของธรรมชาติ ขยะ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ที่เมืองไทยวันนี้ไม่มีแล้ว ดู กทม.ตัดต้นไม้ ดูการตัดป่าทำรีสอร์ทของนักการเมือง ดูแก๊งค์ท่อดังขับขึ้นเขาใหญ่ ดูการฆ่าพะยูนรายเดือน
2.ผมชอบความเป็นพหุวัฒนธรรมของเขา ชาติไหนเด่นขึ้นมา ก็เกิดจากการยอมรับวัฒนธรรมต่างๆ และเอามาผสมผสาน
จนออสเตรเลียกลายเป็น ”Melting pod” ของวัฒนธรรมต่างๆ อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีนักการเมืองออสเตรเลียเลวคนไหนที่เอาการแบ่งแยกเชื้อชาติมาเล่น
3.ผมไม่นิยม “สังคมเปรียบเทียบ” กันไปซะทุกอย่างที่เป็นกันหนักในสังคมไทย
ในต่างจังหวัดไทย คนมีบุญต้องจัดงานบวชใหญ่ๆ ให้คนอื่นชื่นชมบารมี แถมต้องออกกระบะแต่ง มอเตอร์ไซค์ท่อดังอวดกัน
ในกรุงเทพ และเมืองใหญ่ รถ กระเป๋า ยังเป็นวัตถุประกอบชนชั้นคน รวมถึงการแห่ไปเรียนหลักสูตรเพื่อเอา connection ที่แทบจะไร้ซึ่งความรู้
แต่
เสือกไม่นิยมความขยัน สุจริต ช่างอ่าน ช่างออม ช่างพอเพียงตามฐานะ
เราจึงเจอคน “โง่สัด แต่นั่งแดกไวน์ถ่ายรูป”
แทนที่จะ
ขยันจนเป็นเจ้าของกิจการ
หรือไม่ต้องรวย แต่รับผิดชอบต่อสังคมได้ดี
ออสเตรเลียจึงกลายเป็น “โรงเรียนบ่มลูก” ปีละสั้นๆ
ที่เดินทางไม่ไกลเกินไป และยังพอหาที่พัก ของกินที่ไม่ต้องแพงนักได้ หากศึกษาดีๆ
และนอกจากบ่มแล้ว
ในอนาคต
จะการศึกษา
หรือ เป็นประเทศที่ 2 ของลูก
หน้าที่พ่อแม่คือเตรียม “แผน 2” ให้ลูกเสมอ
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS