คำว่า “Quiet Quitting” กลายเป็นคำฮิตในโลกการทำงาน หมายถึงการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ทำเกิน ไม่รับภาระเพิ่ม และไม่ยอมให้งานครอบงำชีวิตส่วนตัว แม้จะไม่ได้ลาออกจริง แต่ท่าทีนี้ถูกมองต่างกัน บางฝ่ายมองว่าเป็นความไม่ทุ่มเท ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นการปกป้องคุณภาพชีวิต
ต้นตอของปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของคนทำงานจำนวนมาก ที่พบว่าการทุ่มเทเกินหน้าที่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องกลับนำไปสู่ความเครียดและภาวะหมดไฟ เมื่อความพยายามไม่ถูกเห็นคุณค่า การเลือกทำงานเท่าที่ควรจึงกลายเป็นกลยุทธ์เอาตัวรอด
ในเชิงวัฒนธรรมองค์กร Quiet Quitting สะท้อนรอยร้าวระหว่างความคาดหวังของนายจ้างและแรงงาน หลายองค์กรยังให้รางวัลกับการทำงานเกินเวลา ความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และการเสียสละชีวิตส่วนตัว ขณะที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับขอบเขตและสมดุลชีวิตมากกว่า
นักจิตวิทยาการทำงานชี้ว่า Quiet Quitting ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของพนักงานที่ไม่มีแรงจูงใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนของระบบงานที่ไม่ยั่งยืน เมื่อคนทำงานรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงฟันเฟือง การลดระดับความผูกพันจึงเป็นกลไกป้องกันทางจิตใจ
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ก็มีผลกระทบต่อองค์กร หากการสื่อสารไม่ชัดเจน และบทบาทหน้าที่ไม่สมดุล คุณภาพงานและนวัตกรรมอาจลดลง องค์กรที่เพิกเฉยต่อสัญญาณนี้ อาจเผชิญปัญหาการลาออกสูงและการขาดแรงงานในระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ทางออกไม่ใช่การตำหนิพนักงาน แต่คือการทบทวนวัฒนธรรมการทำงาน การกำหนดขอบเขตงานที่ชัดเจน การให้รางวัลกับผลงานอย่างเป็นธรรม และการเคารพเวลาส่วนตัว อาจช่วยเปลี่ยน Quiet Quitting ให้กลายเป็นการทำงานอย่างมีสุขภาพดีมากขึ้น
เมื่อการทำงานเท่าที่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคนรุ่นใหม่ขี้เกียจหรือไม่ แต่คือระบบการทำงานกำลังเรียกร้องความทุ่มเทเกินกว่าที่มนุษย์ควรจะรับไหวหรือเปล่า
อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา
Line Today TOJO NEWS , ToJoNews
#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #ความขี้เกียจ #การทำงาน