Connect with us

Politics

อ.อุ๋ย ยกสภาฯไทย ไม่ส่ง “ชนนพัฒฐ์” ดำเนินคดี เทียบเคียง! กม.สภา เยอรมนี – สภา ฝรั่งเศส

Published

on

อาจารย์อุ๋ย ชี้! เอกสิทธิ์สภา ไม่ใช่ “อภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย” ! บททดสอบหลักนิติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรไทย หลังสภาโนสนโนแคร์โหวตอุ้ม ”ชนนพัฒฐ์“

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า อ.ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติ “ไม่อนุญาต” ให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีเว็บพนันออนไลน์ ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงสำคัญในสังคมว่า การใช้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญนั้น มีขอบเขตเพียงใด และจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่า “นักการเมือง“อยู่เหนือกฎหมาย

ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับก่อนว่า รัฐธรรมนูญไทย มาตรา 125 ได้รับรอง “ความคุ้มกัน” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้จริง โดยกำหนดว่า ในระหว่างสมัยประชุม จะมีการจับ คุมขัง หรือดำเนินคดีอาญากับสมาชิกสภาได้ ต้องได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นสังกัดเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวมิได้มีขึ้นเพื่อสร้าง “อภิสิทธิ์ชนทางการเมือง” แต่มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองฝ่ายนิติบัญญัติจากการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือองค์กรรัฐในการ “กลั่นแกล้งทางการเมือง” จนทำให้สมาชิกสภาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชนได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสมาชิกรัฐสภา มีไว้เพื่อคุ้มครอง “การทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ” มิใช่เพื่อคุ้มครอง “พฤติกรรมส่วนบุคคล” ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาทั่วไป

ในทางวิชาการกฎหมายมหาชน หลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะหลัก “ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย” (Equality Before the Law) ซึ่งถือว่า แม้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีสถานะพิเศษในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม

ตัวอย่างจากต่างประเทศสะท้อนหลักการนี้อย่างชัดเจน

ในเยอรมนีสภาผู้แทนราษฎรเยอรมัน (Bundestag) มีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดว่า หากเป็นคดีอาญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภา สภามักอนุญาตให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามปกติ เพื่อรักษาหลักนิติรัฐและความน่าเชื่อถือของสถาบันนิติบัญญัติ

ส่วนในฝรั่งเศสได้มีการปรับระบบความคุ้มกันของสมาชิกรัฐสภาให้แคบลง โดยคุ้มครองเฉพาะการจับกุมหรือการควบคุมตัวบางกรณี แต่ไม่ได้ปิดกั้นกระบวนการสอบสวนหรือดำเนินคดีอาญา เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างเสรีภาพของฝ่ายนิติบัญญัติกับหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย

ดังนั้น คำถามสำคัญในกรณีของไทย จึงไม่ใช่เพียงว่า สภาควรโหวต ”ไม่อนุญาต” หรือไม่เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สภาได้ใช้ “ดุลพินิจ” ดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมหรือไม่

หากการไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีมีเหตุผลรองรับว่า เป็นกรณีที่อาจมีการใช้อำนาจรัฐเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือมีพฤติการณ์ที่กระทบต่อความเป็นอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ ย่อมเป็นสิ่งที่อธิบายได้ในระบอบประชาธิปไตย

แต่ในทางกลับกัน หากบริบทต่าง ๆ บ่งชี้ว่าการกระทําของ สส. ที่ถูกดําเนินคดีนั้น เป็นพฤติกรรมส่วนตัว ไม่ใช่การถูกกลั่นแกล้งทางเมือง และทําให้สังคมมองว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวมีลักษณะเป็นการปกป้องพวกพ้องทางการเมือง หรือทำให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาได้รับเอกสิทธิ์เหนือประชาชนทั่วไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสภาผู้แทนราษฎร และผ์้ที่ลงมติ “ไม่อนุญาต” อาจถูกตั้งคำถามในทางจริยธรรมและความรับผิดทางการเมืองได้

ในระบอบประชาธิปไตย “ดุลพินิจ” ต้องมาพร้อม “ความรับผิดชอบ” (Accountability) เสมอ เพราะอำนาจตามรัฐธรรมนูญมิใช่อำนาจที่ใช้ได้โดยปราศจากเหตุผล หากแต่ต้องเป็นอำนาจที่ใช้อย่างสอดคล้องกับหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และประโยชน์สาธารณะ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า สภาผู้แทนราษฎรไทยจะสามารถรักษาดุลยภาพระหว่าง “การคุ้มครองสถาบันนิติบัญญัติ” กับ “หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย” ได้มากเพียงใด

เพราะในรัฐประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ ไม่มีผู้ใดควรอยู่เหนือกฎหมาย แม้ผู้นั้นจะเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติก็ตาม

ด้วยความปรารถนาดี

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: