Connect with us

Politics

นราพัฒน์ ซัด! กลุ่มทุนอุปสรรคแก้จน!

Published

on

“นราพัฒน์” ซัดกลุ่มทุนอุปสรรคแก้จน! ชี้ ทางออกปัญหาค่าแรงต้องลดต้นทุนพลังงานทั้งระบบ

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านแรงงาน ในเวที “จับชีพจร ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” ต่อข้อเสนอของเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ โดยระบุว่า ข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานเป็นประเด็นที่ทุกพรรคการเมืองรับฟัง และไม่มีใครปฏิเสธ แต่การผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและระยะเวลา หัวใจของแรงงานคือ “รายได้”

แต่การกำหนดค่าแรงไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากต้องผ่านกลไกไตรภาคี และต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของภาคธุรกิจ หากค่าแรงสูงขึ้นโดยที่ต้นทุนของผู้ประกอบการไม่ลดลง ย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานในระยะยาว

นายนราพัฒน์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติได้เสนอแนวคิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการ “ลดต้นทุนทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งต้นทุนชีวิตของประชาชน ต้นทุนอาชีพของแรงงาน และต้นทุนของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

“ในช่วงที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้ตรึงราคาแก๊สหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อถังต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี  ขณะที่ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย และตั้งเป้าลดลงเหลือ 3.30 บาทในทุก ๆ 4 เดือน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง” นายนราพัฒน์ กล่าว

สำหรับราคาน้ำมัน นายนราพัฒน์ระบุว่า โครงสร้างราคาปัจจุบันมีภาระจากภาษีและการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นการนำ “เงินไปพยุงราคาน้ำมัน” ทั้งที่เงินมีค่าเสื่อมลงตามเวลา พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้เปลี่ยนแนวคิดเป็น “เอาน้ำมันไปพยุงน้ำมัน” ด้วยการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จะสามารถลดราคาน้ำมันได้ทันทีประมาณ 5 บาทต่อลิตร และตั้งเป้าน้ำมันดีเซลและเบนซินไม่เกิน 25 บาทต่อลิตร พร้อมจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเข้าคลังเพื่อรับมือความผันผวนในอนาคต

“เมื่อพลังงาน ค่าไฟฟ้า และต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนที่ต่ำลง ส่งผลให้มีศักยภาพในการจ้างงานและเปิดโอกาสให้แรงงานมีอำนาจต่อรองในการปรับขึ้นค่าแรงมากขึ้น”  นายนราพัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอนโยบายด้านการจ้างงานและการศึกษา ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนฉุกเฉินการจ้างงาน 300,000 ตำแหน่ง สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ผู้ตกงาน และผู้สูงอายุ กลุ่มละ 100,000 คน ทำงานในภาครัฐ ค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลตำแหน่งงานว่างแบบ Real-time และกำหนดอัตราค่าจ้างมาตรฐานในแต่ละสาขาอาชีพ รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาจากระบบ “สอบเข้า” เป็น “สอบจบ” เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ ย้ำว่า อุปสรรคสำคัญของการผลักดันนโยบายคือ “การเมืองที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มทุน”  การทุจริตคอร์รัปชัน และการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งทำให้นโยบายที่ดีไม่สามารถเดินหน้าได้จริง พร้อมเรียกร้องให้แรงงานรวมพลังสร้างสหภาพที่เข้มแข็ง และเลือกนักการเมืองที่โปร่งใส ไม่พึ่งพาทุน เพื่อให้การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและแรงงานเกิดผลอย่างแท้จริงในระยะยาว

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: