“เบสท์ ไทยสร้างไทย” ชี้ประชาชนยังเดือดร้อนจากน้ำท่วม รายได้สะดุด แต่หนี้บ้านยังต้องจ่ายทุกเดือน ถามรัฐบาลเร่งกระตุ้นยอดขายอสังหาฯ หรือช่วยประชาชนกันแน่
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ “บ้านคนละหลัง PLUS” วงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท ว่า รัฐบาลควรทบทวนลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนถึงความเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหารายได้ลดลง ค่าครองชีพสูง และภาระหนี้สิน
ที่สำคัญ ขณะนี้ประชาชนในหลายพื้นที่ยังคงได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม บ้านเรือนและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย บางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพหรือหารายได้ตามปกติได้ แต่ภาระผ่อนบ้านและดอกเบี้ยยังคงต้องจ่ายทุกเดือน โดยยังไม่เห็นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยู่อาศัยจากรัฐบาลอย่างเพียงพอและเป็นรูปธรรม
“ผมไม่ได้คัดค้านการช่วยให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ในวันที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเดือดร้อนจากน้ำท่วม บางคนบ้านเสียหาย บางคนต้องหยุดงาน ขาดรายได้ แต่ยังต้องหาเงินมาจ่ายค่างวดบ้านทุกเดือน รัฐบาลกลับเร่งออกสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาทเพื่อกระตุ้นการซื้อบ้านใหม่ แล้วคนที่กำลังพยายามรักษาบ้านหลังเดิมของตัวเองไว้ ใครจะช่วยเขา?”
เบสท์ ตั้งคำถามว่า นโยบายดังกล่าวกำลังตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด หรือแท้จริงแล้วกำลังให้ความสำคัญกับการช่วยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระบายสต็อกบ้านที่ขายไม่ออกมากกว่าการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เร่งออกมาตรการลดภาระดอกเบี้ยและค่างวดบ้านให้ลูกหนี้เดิมอย่างจริงจัง หรือเป็นเพราะกังวลว่าการลดภาระดอกเบี้ยจะกระทบรายได้ของสถาบันการเงิน จึงเลือกให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อใหม่มากกว่า ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้จากปัญหาเศรษฐกิจและภัยพิบัติ
“วันนี้คนที่ถูกน้ำท่วมไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลชวนไปซื้อบ้านใหม่ แต่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อซ่อมแซมบ้าน ฟื้นฟูอาชีพ และประคองภาระหนี้ให้ผ่านช่วงวิกฤตไปได้ รัฐบาลควรเข้าใจว่าคนที่กำลังเดือดร้อนต้องการอะไร ไม่ใช่มองแต่ตัวเลขการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือยอดปล่อยสินเชื่อ”
รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยู่อาศัย 5 ด้าน ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนผิดนัด การลดภาระค่างวดชั่วคราว 6–12 เดือนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ การลดต้นทุนรีไฟแนนซ์และภาระดอกเบี้ย การจัดกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับสถาบันการเงินเพื่อแบ่งเบาภาระลูกหนี้ และการสร้างระบบช่วยเหลือเชิงรุกก่อนกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)
โดยเฉพาะผู้ประสบภัยน้ำท่วม รัฐบาลควรเร่งประสานสถาบันการเงินให้มีมาตรการพักชำระเงินต้น ลดภาระดอกเบี้ยตามความเหมาะสม และเปิดช่องทางปรับโครงสร้างหนี้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่สูญเสียรายได้จากภัยพิบัติต้องสูญเสียบ้านตามไปด้วย พร้อมเร่งเยียวยาความเสียหายและฟื้นฟูอาชีพให้สามารถกลับมามีรายได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยมือสองไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า จำนวนที่อยู่อาศัยมือสองที่สถาบันการเงินนำออกมาประกาศขายเพิ่มขึ้นถึง 122.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายถึงจำนวนบ้านที่ถูกยึดเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน แต่เป็นสัญญาณที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจยังเปราะบางและประชาชนต้องเผชิญผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำเติม
เบสท์ ย้ำว่า รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดจึงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านใหม่ แต่ยังไม่มีมาตรการลดภาระหนี้บ้านเดิมที่ชัดเจนเพียงพอ ทั้งที่การช่วยประชาชนไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันนี้ อาจช่วยลดปัญหาหนี้เสียและการสูญเสียที่อยู่อาศัยในอนาคตได้
“บ้านที่ประชาชนกำลังผ่อนอยู่ บางหลังวันนี้ยังจมน้ำ บางครอบครัวรายได้หายไปแล้ว แต่หนี้ไม่ได้หายไปด้วย รัฐบาลต้องช่วยให้เขารักษาบ้านไว้ได้ก่อน ไม่ใช่มัวแต่กระตุ้นให้คนซื้อบ้านเพิ่ม อย่าให้การช่วยธุรกิจขายบ้าน สำคัญกว่าการช่วยประชาชนรักษาบ้านของตัวเองไว้” เบสท์ กล่าว
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS