Connect with us

News

คนขับแท็กซี่ เอ่ยวาจา กับพระ บอกเคยทำงานที่กระทรวง แต่ต้องมาขับรถแท็กซี่

Avatar

Published

on

“ศ.ดร. พระพรหมบัณฑิต” เผย เรื่องราวดีๆ พร้อมธรรม 3 ข้อสำคัญ รู้จักพอ รู้จักให้ และรู้จักปล่อยวาง

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า ศ.ดร. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส โพสต์เล่าเรื่องเรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊ก คติธรรม วาทะธรรม พระพรหมบัณฑิต บทความดังกล่าวเป็นบทสนทนาระหว่างพระกับคนขับแท็กซี่ โดยตั้งแต่ต้นจนจบคนขับแท็กซี่เล่าถึงประสบการณ์ทำงานของตนเองที่ให้คติธรรม ว่าเพราะเหตุใดตัวเขาถึงมีความสุขในอาชีพแท็กซี่กว่า 27 ปี โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ในเฟซบุ๊กและมีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า เป็นคติธรรมที่สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้

อาตมาเรียกแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อให้ไปส่งที่วัด
มหาธาตุ ตกลงจะจ่ายค่าโดยสาร ๕๐ บาท
อาตมานั่งข้างหน้าคู่กับคนขับเมื่อรถแล่นไปพักหนึ่ง
คนขับแท็กซี่ถามว่า ท่านบวชพระมานานแล้วหรือ
อาตมาตอบว่าบวชมานานแล้ว
เขาถามต่อ “ท่านบวชแล้วมีความสุขดีหรือ”
“ก็เรื่อยๆ นะ” อาตมาตอบแล้วถามกลับไปบ้างว่า
“คุณขับแท็กซี่มานานแล้วหรือ”
“นานแล้วครับ ผมขับแท็กซี่มา ๒๗ ปีแล้วครับ”
“ขับแท๊กซี่แล้วมีความสุขดีหรือ”
“มีความสุขมากครับ ผบขับแท็กซี่แล้วผมดับทุกข์ได้”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำให้อาตมานึกถึง
เรื่องสิทธาถะที่พายเรือข้ามฟากขึ้นมาทันที
“คุณขับแท็กซี่ตลอดเวลาไม่เคยประกอบอาชีพอื่น
เลยหรือ” อาตมาถามต่อ
เขาตอบว่า “ผมเคยขับรถที่กระทรวงแห่งหนึ่ง แต่ผม
อยู่ไม่ได้ ผมไม่ชอบระบบราชการที่เล่นพรรคเล่น
พวกกันเหลือเกิน ทำราชการต้องมีเส้นสายครับ
ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน ค่าของคนอยู่ที่ว่า
เป็นคนของใคร ผมเบื่อหน่ายจึงลาออกไปเป็นพนัก-
งานขับรถที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ผมก็อยู่ไม่ได้ ”
“ทำไม ที่มหาวิทยาลัยนั้นก็มีการเล่นพรรคเล่นพวก
กันหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมขอถามหน่อย คนเราเรียนหนังสือ
ไปเพื่ออะไร คนเรียนมากเป็นคนฉลาดมากขึ้นใช่
ไหม”
“ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น”
“คนเรียนมากฉลาดมากควรมีความสุขมากขึ้นใช่
หรือไม่ แต่ผมว่าไม่จริงประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัย
แห่งนั้นสอนผมว่า คนเรียนมากฉลาดมากกลับทุกข์
มากขึ้น พวกดอกเตอร์ ครูบาอาจารย์ที่นั่นมีความ
ทุกข์เหลือเกิน ตัวเองทุกข์คนเดียวไม่พอยังทำให้
นิสิตนักศึกษาทุกข์ไปด้วย ที่เป็นเช่นนั้นแสดงว่า
ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบการศึกษาของชาติ
เป็นแน่”
“คุณเห็นว่าผิดพลาดอย่างไร ” อาตมาซักต่อ
“ ผมว่าครูบาอาจารย์สอนผิด พวกเขาสอนให้คนมี
ความทุกข์แทนที่จะสอนให้คนมีความสุข ผมเตือน
พวกเขาให้เปลี่ยนวิธีสอนใหม่เพื่อให้คนมีความสุข
พวกเขาไม่เชื่อผม ผมจึงลาออกมาขับแท็กซี่เลย
ครับ ”
“คุณบอกพวกเขาว่าอย่างไร”
“อักษรไทยมีพชัญชนะกี่ตัว” เขาย้อนถาม
“สี่สิบสี่ตัว” อาตมาตอบ
“ ในสี่สิบสี่ตัวท่านทราบไหมว่าอักษรตัวไหนดี
และตัวไหนชั่วผมไปบอกพวกครูบาอาจารย์ให้
สอนเด็กว่าอักษรตัวไหนเป็นตัวดีและตัวใดเป็น
ตัวชั่วเด็กจะได้ไม่ทุกข์ พวกครูบาอาจารย์ไม่ฟัง
ผม พวกเขาบอกว่าหนังสือไม่มีตัวดีตัวชั่ว มีแต่
กลาง ๆ”
อาตมาถามเขาว่า “อักษรอะไรเป็นตัวดี อะไรเป็น
ตัวชั่ว ”
“ตัวชั่วมี ๓ ตัว คือ ล ก ล ตัวดีมี ๓ ตัว คือ พ ห ช ”
“ล ก ล หมายถึงอะไร”
เขาตอบว่า “ ท่านเป็นพระไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ล ก ล ก็คือ โลภ โกรธ หลง
นั่นไง มันชั่วไหมท่าน ”
“ ใช่แล้ว โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศลมูลคือรากเหง้า
ของความชั่ว คุณเล่นย่ออย่างนี้ใครจะไปรู้ ว่าแต่
พ ห ช คืออะไร เป็นตัวดีจริงหรือเปล่า ”
เขาตอบว่า “ เพื่อนที่ขับแท๊กซี่ด้วยกันมีความทุกข์
มาก พวกเขาบ่นว่า ค่าเช่าแพง รายได้ก็น้อย แต่ผม
ไม่ทุกข์เพราะผมใช้ พ พาน คือ รู้จักพอ คนเราถ้ารู้
จักพอจะมีความสุขใช่ไหม ”
อาตมาเห็นด้วยกับคำตอบของเขา เพราะพระพุทธ-
เจ้าตรัสว่า “ สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ความรู้จักพอเป็นยอด
ทรัพย์ ” คนจนมีสองประเภทคือ คนจนเพราะไม่มี
กับคนจนเพราะไม่พอ คนส่วนใหญ่จนเพราะไม่รู้จัก
คำว่าพอ
ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ
พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล
จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ
ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ
คนที่มีความสุขในชีวิตต้องเป็นคนรู้จักพอ หมายถึง
ว่า“ พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ทำ ” ใครไม่มีสิ่งที่
ชอบก็ต้องชอบสิ่งที่ตนมี ภาษิตฝรั่งว่า “นกตัวเดียว
ในกำมือดีกว่านกสองตัวบนต้นไม้ ” คนไทยทุกวันนี้
หลงอยู่ในวัตถุนิยม ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ
อาตมาถามคนขับแท็กซี่ต้อไปว่า “ห คืออะไร”
เขาตอบว่า “ ห คือ รู้จักให้ ถ้าผู้โดยสารต่อราคา
กับผม ผมลดให้เขาบ้าง ถ้าผู้โดยสารขอให้ผมไป
ส่งต่ออีกนิด ผมก็ไปให้ ผมถือว่า ผมให้บริการแก่
ผู้โดยสาร ผู้โดยสารก็ให้ค่าโดยสารแก่ผม ”
อาตมาเห็นด้วยกับเขา สังคมอยู่ได้เพราะมีการให้
และการรับ จิตที่คิดจะให้ดีกว่าจิตที่คิดจะเอา ใน
ครอบครัวใดทุกคนคิดแต่จะเอาจะไม่มีใครได้แต่ถ้า
ทุกคนคิดแต่จะให้ทุกคนจะได้
อาตมาถามต่อไปว่า “ แล้ว ช คืออะไร ”
ขณะนั้นรถแท็กซี่ติดไฟแดงอยู่หน้าสุด ไฟเขียวส่ง
สัญญาณขึ้นแล้ว คนขับแท๊กซี่ยังไม่ยอมออกรถ
เพราะสนทนาธรรมเพลิน รถคันหลังจึงบีบแตร่ไล่
คนขับแท๊กซี่จึงบอกว่า “ ไฟเขียวเพิ่งขึ้น เขาบีบแตร่
ไล่ผมแล้ว ไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหน ผมโดนบีบแตร่ไล่
ประจำ แต่ผมก็ไม่โกรธหรือหัวเสียเพราะผมใช้ ช
ครับ ”
“หมายถึงอะไร”
“ ช่างเขาเถอะ ผมโดนบีบแตร่ไล่ผมก็คิดว่าช่าง
เถอะ ” นั่นคือการปล่อยวางแบบหนึ่งทำให้สบายใจดี
ใครชอบใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครแช่งช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ
เมื่อแท็กซี่มาถึงวัดมหาธาตุฯ อาตมาจ่ายค่าแท็กซี่
ไป ๖๐ บาท เพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้ ๑๐ บาท
แต่เขารับเพียง ๕๐ บาท เมื่อถามว่าเพราะเหตุใด
เขาตอบว่า “ผมไม่เอาหรอกครับ ผมรู้จักพอ”
แล้วเขาก็ขับรถต่อไปอย่างมีความสุข เพราะเขามี
ธรรมประจำใจสามข้อเท่านั้น คือ
รู้จักพอ (สันโดษ)
รู้จักให้ (ทาน)
และรู้จักปล่อยวาง (จาคะ)

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: