จตุพร ถาม เสื้อแดง ยังจำได้หรือไม่สัญญาร้อยวัน ปชช.ฟ้องตรง เป็นรัฐบาลแล้วทำหรือยัง? รับผิดชอบหรือไม่ มาคราวนี้เล่นบทชวนมาลุ้นโชครวยเงินล้านรายวัน ซัดแค่สร้างเรื่องใหม่ให้ลืมเรื่องเก่า
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยย้อนความจำและถามพรรคเพื่อไทยหาเสียงปี 2566 เรียกคนเสื้อแดงกลับบ้านและประกาศสัญญาอะไรไว้ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วได้ทำตามคำพูดหรือไม่ หรือทำบางส่วนแต่ตรงปกหรือไม่ มาถึงหาเสียงปี 2569 กลับนำเรื่องอื่นกลบ ทำเป็นลืมเรื่องเก่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงหาเสียงปี 2569 และเริ่มเข้าโค้งสุดท้ายการลงคะแนนเสียง 8 ก.พ. 2569 เกิดวิวาทะระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนกับเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 กับปี 2563 ในเรื่องความรับผิดชอบว่า ในเหตุการณ์ปี 2553 มีผู้เสียชีวิตเป็นร้อย ติดคุกมากมาย และยังบาดเจ็บนับพันคน ส่วนมาตรการเยียวยานั้นได้เสนอให้ทุกฝ่ายทั้งผู้ปราบและผู้ชุมนุมที่ถูกปราบจำนวนมาก
การหาเสียงปี 2566 พรรคเพื่อไทยประกาศตามคนเสื้อแดงกลับบ้าน พร้อมเสนอนโยบายร้อยวันนำคดีสลายการชุมนุมปี 2553 ให้ประชาชนที่สูญเสียฟ้องตรงต่ออศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะศาลอาญาไม่เคยวินิจฉัยในคดีการสลายการชุมนุมไว้ เพียงทำสำนวนไต่สวนพลิกศพเท่านั้น
พรรคเพื่อพูดเรื่องนี้ว่า เมื่อได้จัดตั้งรัฐบาลมีนายกฯ ถึงสองคน ในระหว่างการเป็นรัฐบาลนั้น คนเสื้อแดงได้ยื่นหนังสือกับหัวหน้าพรรคและต่อมาได้เป็นนายกฯ ให้เสนอกฎหมาย ประชาชนฟ้องตรงเข้าสภา ก็ดูเหมือนพรรคเอาจริงจังทุกอย่าง แต่ก่อนทักษิณ ชินวัตร จะออกจากโรงพยาบาลตำรวจแค่วันเดียว พรรคได้ถอนกฎหมายฉบับนี้ออกมา แม้มีการกล่าวอ้างถึงบ้างเล็กๆ แต่ไม่เคยเสนอกลับอีกเลย
“มาคราวนี้ ยังปลุกตามพี่น้องคนเสื้อแดงกันอีก ตายก็ให้แล้ว อวัยวะบาดเจ็บก็ให้แล้ว สูญสิ้นอิสรภาพก็ให้แล้ว ตัวยังไม่ตายยังเอามาใช้ทางการเมืองกันต่อไป แล้วเรื่องร้อยวันที่คุณประกาศไว้ได้รับผิดชอบหรือไม่ เพียงหาเสียงเสร็จพยายามทำให้เห็นแล้วถอนเรื่องออกมาเอง แล้วจบ ยุติกันไปอย่างนั้นเหรอ มาในปีนี้ก็ตามกันใหม่อีกรอบ”
อีกทั้งถามว่า นี่คือความรับผิดชอบหรือเปล่า เพราะมีคนติดคุกและมีคดีเหลือคากันมากมาย ดังนั้้น จึงต้องพูดถึงความจำ ใครพูดอะไรไว้ก็ต้องจำ พูดว่าไม่จับมือกับใคร ไม่ร่วมกับใคร ปิดสวิตใคร ท้ายสุดโอละพ่อทั้งนั้น แล้วมาวันนี้ยังพูดหาเสียงเอาแต่ได้อีก ส่วนเรื่องเก่าที่เคยพูดไว้ก็ไม่พูดแล้ว มาพูดเรื่องใหม่ต่ออีกแบบไม่มีวันจบสิ้น
ส่วนเหตุการณ์เยาวชนหนุ่มสาวชุมนุมในปี 2563 มีทั้งคนพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย ไปตั้งเต็นท์สนับสนุน และทั้งสองพรรคพูดตรงกันในเรื่องกฎหมายอาญา ม.112 โดยพรรคเพื่อไทยต่อมาได้เป็นนายกฯ ก็บอกตรงกันว่า ต้องแก้กฎหมายนี้ โดยใช้เวทีรัฐสภา พร้อมจะติดตามเรื่องการประกันตัวของคนติดคุก
การชุมนุมปี 2563 นั้น ตนเป็นคนหนึ่งได้ทักท้วงว่า ไม่เห็นด้วยในเรื่องไปยุ่งเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพราะหลังจากนั้นคนหนุ่มสาวจะต้องเจอเรื่องอะไรกันบ้าง และเมื่อถึงปลายทางจริงแล้ว ไม่มีใครมาช่วยใครกันได้ ต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก
“ผมถูกทัวร์ลงมากมาย บรรดากองเชียร์เสื้อแดงและพวกส้มก็ปรามาสต่างๆ ตำหนินายจตุพร เปลี่ยนไปรับงานใครมา แต่ผมเป็นคนที่เป็นผู้นำนักศึกษาเคยต่อสู้ในสนามการชุมนุมและผ่านเหตุการณ์จริงมาจึงทักท้วงไว้ แล้วท้ายที่สุดเป็นอย่างไง ปลายทางก็ติดคุก หรือบางคนต้องหนีออกนอกประเทศ”
นายจตุพร กล่าวว่า การติดคุกแบบนับโทษต่อกันนั้น รวมแล้วหลายคดีจะมากจนเกินอายุขัยของชีวิตด้วยอย่างกรณีนายอานนท์ นำภา ซึ่งทั้งสองพรรคการเมืองไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย ซึ่งการยุยงให้คนอื่นทำมันสนุก เพราะตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ สิ่งสำคัญพวกได้อำนาจจากการต่อสู้จะมาสนใจน้อยมาก ไม่เคยไปเยี่ยมแสดงน้ำใจมิตรมีจิตใจห่วงใยต่อกัน
อีกทั้งกล่าวว่า การหาเสียงในปี 2569 เมื่อเข้าสู่โค้งสุุดท้ายเริ่มเข้มข้นขึ้น ดูหมือนพรรคเพื่อไทยหาเสียงอย่างสะดวกสบายกว่าพรรคอื่น เพราะพรรคอื่นๆ แทบไม่ประกาศจุดยืนทางการเมือง และกรณีคลิปเสียงหลุดอังเคิลก็เงียบเฉยไม่นำมากล่าวถึง หรือการไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่เคยหาเสียงในปี 2566 แทบไม่หยิบยกขึ้นมาพูด ซึ่งการเมินเฉย ละเลยเช่นนี้จึงทำให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบและมีกระแสแรงขึ้นตามลำดับ
“พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ถ้าประมาทพรรคเพื่อไทย เผลอๆ ก็จะถูกแซงพรวดทลุหลักร้อยเสียงขึ้น อาจมาอยู่อันดับสองก็ได้ เพราะการปล่อยให้เขาชกข้างเดียว แล้วพูดเรื่องใหม่ไปเรื่อยๆ คนก็ลืมเรื่องเก่า ไม่มีใครฟาดฟันก็เล่นตามเกมตัวเองได้ทั้งที่มีบาดแผลเต็มตัวไปหมด เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า”
กรณีพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายใหม่ โดยเสนอแจกเงินหนึ่งล้านบาทวันละ 9 คนนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เป็นนโยบายกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับเบอร์พรรคตัวเอง ถ้าพรรคได้เบอร์ประจำพรรคมากกว่านี้ก็คงแจกมากกว่านี้
“การแจกแบบนี้ คำนวณแล้วแจกหมื่นปียังไม่ได้ครบทุกคน ถ้าจะได้ครบทุกคนต้องเกินสองหมื่นปีขึ้นไป ดังนั้น นโยบายสุ่มเงินล้านจึงขายฝันความรวย ให้คนลุ้นเป็นเศรษฐี แต่ประเทศไม่ได้ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเลย ทั้งที่การเป็นรัฐบาลต้องคิดเพื่อคนทุกคน”
พร้อมทั้งย้ำว่า ถ้าย้อนพิจารณาถึงการหาเสียงปี 2566 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายแจกดิจิทัลวอลเล็ตหมื่นบาทให้ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป สุดท้ายทำนโยบายก็ไม่ตรงปก ในคราวนี้หาเสียงปี 2569 ก็โฆษณาการสุ่มแจกจนดูเหมือนเป็นนโยบายเลอเลิศ ทั้งที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่เคยพูดไว้ เพราะต้นฉบับการแจกเงินมาจากผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคอื่นทำบ้างก็ด้อยค่าว่า การเมืองเอาแต่แจกเงินเป็นพวกปัญญาอ่อน
“ผมตั้งคำถามไปถึง กกต.ว่าการแจกสุ่มรวยเงินล้านรายวัน เป็นลักษณะมอมเมาหรือเปล่าเพราะเหมือนคนเดินเข้าบ่อนกาสิโนหวังเสี่ยงโชคให้รวย แต่นโยบายแจกสุ่มนี้ยิ่งเสี่ยงหนักกว่าการซื้อลอตเตอรี่เสียอีก ทำให้คนลุ้นเป็นรายวัน และฝากความหวังลมๆ แล้งๆ นับหมื่นปีก็ไม่ได้ทุกคน”
นายจตุพร ย้ำว่า การเสนอนโยบายแบบไม่รับผิดชอบมาแล้วเมื่อเลือกตั้งปี 2566 สารพัดนโยบายที่ทำไม่ตรงปกเลย มาคราวนี้ยังเสนอแจกเงินรายวันให้ตรงกับเบอร์ตั้วเอง ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องบ้ากันหนักมาก และเป็นกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทยกับการสร้างเรื่องใหม่ให้คนลืมเรื่องเก่าที่ไม่เคยหรือทำแต่ไม่ตรงปก
ประเทศไทยต้องมาก่อน
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS