ชวลิต ตอบแล้ว! เชียร์ใครมากกว่า รักชนก ที่สร้างผลงานกับปิยบุตร ที่สร้างแรงผลักดัน
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อดีตสส.พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
มีคนชอบมาถามว่าผมเชียร์ใคร รักชนก หรือ ปิยบุตร? มาถามอะไรผมเนี่ย…
หลายคนคงเดาได้ แน่นอนว่า อาจารย์ปิยบุตร คือ ผู้ประสิทธิ์ประสาท ความหวัง สร้างแรงผลักดันให้ผมอยากลุกขึ้นมาทำอะไรให้ประเทศนี้มันดีขึ้น ตั้งแต่ก่อนจะรู้จักธนาธรเสียอีก มันมีความผูกพันกันมากกว่า จากการที่ผมเป็น ส.ส.รุ่นแรก ทันที่อาจารย์ได้บริหารและเป็น ส.ส. พร้อมกัน เจอหน้ากัน พูดคุยกัน แฮงค์เอ้าท์ด้วยกัน มากกว่ารักชนกมาก
ผมกับรักชนกนี่แทบไม่เคยเจอหน้ากัน คุยกันนับประโยคได้
แต่ผมอยากบอกว่า รักชนก เนี่ย คือ ส.ส. ที่ผมภูมิใจมากที่สุด ในบรรดา ส.ส.รุ่นถัดจากผมเลยนะ
ภูมิใจในผลงาน ความขยัน ความเสียสละ
เป็นจุดอ้างอิงที่ทำให้ผมหวังกับ ส.ส. คนอื่นๆ ให้ทำผลงาน ขยัน และเสียสละ ให้ได้อย่างนี้
คำตอบคือ ผมเชียร์ทั้งคู่
อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะโดนกองเชียร์ฝั่งไหนไม่พอใจหรือเปล่านะ
คนในฝ่ายเดียวกัน พวกเดียวกัน องค์กรเดียวกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกันทุกเรื่อง และเป็นไปไม่ได้ที่จะเหมือนกัน
การมีผลงานที่เยี่ยมยอด ขยัน และเสียสละ ก็ไม่ได้หมายความว่า
นี่คือความเพอร์เฟค
ที่ไม่ต้องปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นไปอีกมากกว่าเดิม
สามารถคิด ตัดสินใจ และดำเนินการผิดพลาดกันได้
การมีองค์ความรู้ที่เป็นเลิศ ต่อให้เลิศที่สุดในโลก ก็ไม่ได้หมายความว่า นี่คือความเพอร์เฟค ที่ไม่ต้องให้ใครมาถกเถียง อภิปราย
คือมันก็ผิดพลาดกันได้
ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนี้มันอยู่รอด และเจริญก้าวหน้า
สิ่งที่ผมคิดว่าเราทุกคนควรจะให้ความสำคัญสูงสุด ก็คือ
การให้คำติชม
ทั้งคำวิจารณ์ และคำชม
ทำให้มันเกิดขึ้น อย่างเป็นกระบวนการ จนเป็นวัฒนธรรม
ที่ผมบอกว่า ต้องส่งเสริมอย่างเป็นกระบวนการ เพราะ มันแค่พูดกันเฉยๆ ว่าเราจะต้องมีสิ่งนี้ มันไม่พอ มันจะไม่เกิด
เพราะธรรมชาติคนเรา
เมื่อโดนวิจารณ์มันจะมีอารมณ์ด้านลบเกิดขึ้นมามาบดบังเนื้อหาสาระอยู่แล้ว ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ ฯลฯ
แต่ถ้า เราโดนวิจารณ์ ในองค์กรที่ทุกคนก็โดนวิจารณ์กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน อารมณ์ด้านลบมันก็จะเกิดน้อยลง และสนใจเนื้อหา เพื่อพิจารณาว่าจะปรับปรุงอะไรบ้างหรือไม่ ได้มากขึ้น
ปลูกฝังทัศนคติ feedback is a gift ให้ทุกคนมองว่า มันคือของขวัญ ที่คนให้คำติชมมอบให้เรา เราจะเอาของขวัญนั้นมาใช้ หรือจะวางไว้เฉยๆ ก็ได้ มันเป็นสิทธิของเรา
หลังจากการคิดพิจารณาแล้วว่ามันเป็นประโยชน์กับเราหรือไม่ บางทีมุมมองคนอื่นก็เห็นสิ่งที่เรามองในมุมที่ไม่เคยเห็นและเป็นประโยชน์ หรือมุมที่คนอื่นมองเห็นอาจจะเป็นการเข้าใจผิดก็ได้
และคนที่ให้คำติชม ก็ควรจะมองว่าเป็นของขวัญเช่นกัน คือ ให้ไปแล้ว มันก็ไม่ใช่ของเราแล้ว จะไปหวังให้เขาทำตาม ต้องเอาของขวัญของเราไปใช้ประโยชน์ มันก็ไม่ใช่ แต่เราก็รู้สึกดีที่ได้ให้
ในฝั่งของการให้คำติชม อันนี้ก็ต้อง ปลูกฝัง และส่งเสริมกันอย่างเป็นกระบวนการ โดยผู้บริหารองค์กรเช่นกัน
เพราะถ้าปล่อยตามธรรมชาติ คนเราก็มักจะให้คำวิจารณ์ที่ไปกระทบตัวตนหรือคุณค่าของอีกฝ่าย แล้วสารที่สื่อ มันก็จะถูกบดบังไปด้วยอารมณ์ด้านลบใส่กัน
ยกตัวอย่าง หลักที่ว่า การให้คำติชม มันต้องมีโครงสร้างเป็นการบอก
“สถานการณ์ พฤติกรรม ผลกระทบ”
เช่น เมื่อเช้า (สถานการณ์) คุณเข้าประชุมสาย (พฤติกรรม) วาระสำคัญจึงต้องเลื่อนออกไป (ผลกระทบ)
ไม่ใช่บอกว่า ทำไมนิสัยแย่แบบนี้ ถูกเลี้ยงดูมายังไง มหาลัยเธอปลูกฝังกันมาแบบนี้หรอ …
และ การที่สำคัญอีกอย่าง การให้คำติชม มันต้อง ใช้คำที่ตีขอบเขตให้เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่กว้าง
เช่นคำว่า บันเทิงธิปไตย นี่ก็เป็นตัวอย่างว่ามันกว้างไป หรือบอกให้เพลาๆ การตอบโต้ในโซเชี่ยลหน่อย แน่นอนว่า คนที่ได้รับฟีดแบคก็มักจะนึกถึงสถานการณ์เฉพาะที่ตัวเองตอบโต้ที่เกิดผลดี มองข้ามสถานการณ์ที่คนให้ฟีดแบคพยายามเตือนไป แทนที่จะบอกเจาะจงไปเลยว่า ที่เอ็งใช้คำนี้ กับคนนี้ ตอนนี้ มันเกิดผลกระทบอะไร จะดีกว่าไหม ถ้าลองแบบนี้…
และเปิดโอกาส เปิดใจ ให้อีกฝ่ายชี้แจง กระทั่งวิจารณ์สวนกลับมาด้วย
แน่นอนว่า การให้ฟีดแบค มันไม่ควรมีทางเดียว คือ หัวหน้าให้ลูกน้อง ผู้ใหญ่ให้ผู้น้อย
วัฒนธรรมนี้ มันควบคู่กันกับ การเคารพ คนทุกคนในคุณค่าของ คนเท่ากัน
ลูกน้องก็ต้องให้ฟีดแบคหัวหน้า ผู้น้อยก็ต้องให้ฟีดแบคผู้อาวุโส ด้วย
ผู้บริหารองค์กร ต้องสร้างสิ่งนี้ให้เกิดอย่างตั้งใจ และเป็นกระบวนการ เพราะ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ มันจะมีแต่
หัวหน้าให้ฟีดแบคลูกน้อง ผู้อาวุโสให้ฟีดแบคผู้น้อยทางเดียว
ไม่ใช่แค่องค์กรเอกชนนะ ที่วัฒนธรรมนี้มันสำคัญ ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น แต่สำคัญถึงขนาดความอยู่รอดขององค์กร
ในยุคที่คู่แข่งและโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
องค์กรหรือขบวนการทางการเมือง ที่ผูกมัดกันไว้ด้วยเป้าหมาย คุณค่า อุดมการณ์ ไม่ใช่ตัวเงิน ยิ่งสำคัญยิ่งกว่ามาก
ผมได้ยินข่าวมีผู้ใหญ่ในพรรคสองคนเคยไม่คุยกันเป็นปีด้วยเรื่องขี้หมาอะไรกันก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้เขาคุยดีกันแล้วนะ เนี่ย เป็นตัวอย่างที่ว่า เรื่องนี้มันสำคัญแค่ไหน และทำไมพรรคถึงควรให้ความสำคัญ
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS