เลาฟั้ง ชี้ วิกฤตหนัก เผย มะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วงแล้ว
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เสนอญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยอภิปรายเปิดญัตติว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการตกต่ำเป็นอย่างมากและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นหอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี มันฝรั่ง กระเทียม และอื่น ๆ ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดปกติเท่านั้น แต่ยังมาจากการกำกับดูแลของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ มาตรฐานของสินค้าที่ไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจน รวมถึงปริมาณการนำเข้าที่มากจนเกินไป และซ้ำร้าย เมื่อเกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางก็ยิ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยเคมี ดังนั้น ตนจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญมาพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย สิ่งที่เกษตรกรพบในตอนนี้คือราคาสินค้าหลายประเภทตกต่ำเป็นอย่างมาก เกษตรกรเกือบทั้งหมดกำลังความเดือดร้อนหนักมากจริงๆ แต่ท่ามกลางความเดือดร้อนเหล่านี้ เกษตรกรกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ แม้จะมีแคมเปญที่ออกมาจากหน่วยงานของรัฐบ้าง แต่การกระทำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับความเดือดร้อนที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่
โดยตนขอยกตัวอย่างสินค้าที่วิกฤตมากอย่างมะม่วง หากถามว่าราคามะม่วงตกต่ำขนาดไหน ขณะนี้ราคาถุงห่อมะม่วงแพงกว่ามะม่วงที่ถูกห่อเสียอีก โดยถุงห่อมะม่วงราคาอยู่ที่ 2-2.5 บาทต่อถุง ขณะที่มะม่วงเหลือราคาลูกละไม่ถึง 1 บาทแล้ว สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือชาวสวนมะม่วงต้องตัดต้นมะม่วงทิ้ง เพราะปลูกไปแล้วก็ขาดทุน
วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งขณะนี้เปิดเทอมแล้ว ตนเชื่อว่าลูกหลานของรัฐมนตรี หรือลูกหลานของพวกเราที่นี่ กำลังจะเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุด กำลังจะได้ร่ำเรียนในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ลูกหลานของเกษตรกรกำลังพบเจอปัญหา อย่างครอบครัวที่ลงพื้นที่ไปพูดคุยด้วย เมื่อปีที่แล้วลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว แต่ต้องพักการเรียนเพราะราคามะม่วงตกต่ำขายแล้วขาดทุน ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน และคาดหวังว่าปีนี้ขายมะม่วงได้แล้วจะได้กลับมาเรียน แต่ปีนี้ก็กลายเป็นว่ายังขาดทุนอีก ก็อาจจะต้องพักการเรียนต่อเป็นปีที่ 2 นี่คือตัวอย่างสิ่งที่เกษตรกรไทยต้องพบเจอ
เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่า หากย้อนมาดูสิ่งที่รัฐบาลทำ ก็เป็นความเจ็บปวดอย่างมาก เช่นการประโคมว่าได้ช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว แต่ความจริงคือไม่ได้ช่วย อย่างชาวสวนมะม่วงที่กรมการค้าภายในได้ประโคมว่ามีโครงการรับซื้อมะม่วงของชาวพิษณุโลก 30 ตัน โดยรับซื้อในราคาที่สูงขึ้นกิโลกรัมละ 1.5 บาท ใช้งบประมาณไป 45,000 บาท แต่ทั้งจังหวัดพิษณุโลกมีผลผลิตมะม่วงกว่า 50,000 ตัน การที่รัฐบาลช่วย 30 ตันคือแค่ 0.06% ของความเดือดร้อนเท่านั้น อีกทั้งจังหวัดพิษณุโลกชาวสวนมะม่วงขาดทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท แต่รัฐบาลช่วยแค่ 45,000 บาท คือการช่วย 0.0001% ให้กับเกษตรกรเท่านั้น ยังไม่รวมพืชผลอื่นๆ ที่ก็ยังเจอปัญหาวิกฤตราคาเช่นเดียวกันกับมะม่วงที่ตนได้เล่าไป
นอกจากปัญหาในเรื่องราคาผลผลิตแล้ว เกษตรกรไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาอื่นๆ เช่น ต้นทุนการเพาะปลูกที่สูง แต่รัฐกลับช่วยแบบฉาบฉวย เครื่องจักรกลการเกษตรไม่เคยได้รับการสนับสนุน เรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่ได้ช่วยเลย อย่างระบบชลประทานที่ทุกวันนี้เกษตรกรต้องซื้อเครื่องสูบน้ำเอง อีกทั้งยังมีปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ซึ่งตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมามีการนำเข้าพืชผักเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับการส่งออก ขณะที่ปัญหาล้งต่างชาติที่อยู่ในประเทศก็ไม่เคยได้รับการจัดการอย่างจริงจัง
ในขณะที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว ก็มีสิ่งที่กำลังซ้ำเติมคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น และส่งผลมาถึงต้นทุนของเกษตรกร รัฐบาลกำลังทอดทิ้งเกษตรกร น้ำมันเกษตรกรยังซื้อในราคาที่คนทั่วไปซื้อ ปุ๋ยก็ช่วยเพียงแค่รายละไม่เกิน 2,100 บาท ในขณะที่ต้นทุนการใช้ปุ๋ยจริงของเกษตรกรเกินกว่า 20,000 บาท บางรายเป็นแสนบาทแล้ว
ตนอยากชวนดูถึงนโยบายอุดหนุนน้ำมันให้กับเกษตรกรของต่างประเทศ ที่มีการปกป้องและช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการแจกคูปอง การลดราคา และการจ่ายค่าทดแทน เพื่อให้เกษตรกรสามารถซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าคนอื่น ในเรื่องของปุ๋ยก็เช่นเดียวกัน ในต่างประเทศก็มีการสำรองปุ๋ยให้เพียงพอกับการใช้ของเกษตรกรและสั่งให้หยุดส่งออกปุ๋ย แต่ในประเทศไทยกลับยังคงส่งออกปุ๋ยไปต่างประเทศอยู่
ทั้งนี้ เลาฟั้งได้ให้ข้อเสนอ 3 ระยะเพื่อรับมือวิกฤต โดยในสถานการณ์เฉพาะหน้าต้องช่วยให้เกษตรกรมีเงินใช้เลี้ยงชีพ และมีต้นทุนเพียงพอในการเพาะปลูกในฤดูกาลหน้า สำหรับระยะกลางก็ต้องหาทางออก เพิ่มทางเลือก และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยเร่งอุดหนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อเกษตรกรในไทย รวมถึงมาตรการอุดหนุนต้นทุนการเพาะปลูกให้กับเกษตรกร สำหรับระยะยาว ต้องออกแบบโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรได้กำไร ซึ่งเรื่องนี้ในนานาประเทศทำกันแล้ว แต่ในประเทศไทยกลับยังไปไม่ถึง
เลาฟั้งกล่าวปิดท้ายว่า ด้วยเหตุดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีความจำเป็นที่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อช่วยหาทางออกให้แก่เกษตรกรของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS