Connect with us

News

โตมร ชี้ ประหลาดและตื้นเขิน! การประหยัดพลังงาน หมายถึง ปิดไฟ ปิดแอร์ ใช้รถให้น้อยลง??

Published

on

โตมร ร่ายยาว สิ่งที่ประหลาดที่สุด หลังเกิดเหตุการณ์อิหร่าน รัฐไทย สื่อสารเรื่องการประหยัดพลังงานในแง่ส่วนบุคคล

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล และคอลัมนิสต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

พอเกิดเหตุการณ์อิหร่าน สิ่งที่ประหลาดที่สุดก็คือการที่ ‘รัฐไทย’ เลือกสื่อสารเรื่องการประหยัดพลังงานออกมาในลักษณะของการ ‘ประหยัดไฟส่วนบุคคล’ เสียเป็นส่วนใหญ่

โดยส่วนตัว มองว่านี่เป็น ‘ชั้น’ ที่ ‘ตื้นเขิน’ ที่สุด คือใครๆ ก็คิดได้ว่าถ้าเกิดวิกฤตพลังงาน ก็ต้องประหยัดพลังงาน ประมาณว่าต้องปิดไฟ ปิดแอร์ ใช้รถให้น้อยลง WFH หรืออะไรทำนองนั้น

แต่คำถามก็คือ – เมื่อเกิด ‘สถานการณ์’ นี้ขึ้นมา, ไม่จริงหรอกหรือที่เราควรถือโอกาสใช้ ‘วิกฤต’ นี้ เพื่อหันย้อนกลับมาพิจารณาใคร่ครวญถึง ‘โครงสร้าง’ การใช้พลังงานทั้งหมดของเรา ว่ามันมีข้ออ่อนตรงไหนบ้าง ทำไมพอเกิดวิกฤตแบบนี้ขึ้นแล้วเราถึงดู ‘อ่อนแอ’ และ ‘เปราะบาง’ เสียเหลือเกิน เหมือนถ้าแตะโดนจุดเล็กๆ ก็ทำท่าจะร่วงเอาเสียแล้ว

เราควรใช้สถานการณ์นี้เป็น Policy Window สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไม่ใช่พยายาม ‘ผลัก’ ทุกภาระให้ไปอยู่ใน ‘ระดับปัจเจก’ เสียหมด

ด้วยเหตุนี้ คำถามที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งก็คือ – ก็แล้วทำไม ‘รัฐไทย’ ถึงได้มี ‘สำนึก’ แบบนี้ออกมาอย่างฉับพลันทันทีเป็นอันดับแรก ทำไม ‘รัฐไทย’ ถึงมีสำนึกแก้ปัญหาด้วยการผลักทุกอย่างไปอยู่ในระดับปัจเจก

นี่คือเรื่องใหญ่ เป็นสถานการณ์ระดับ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ (ซึ่งเป็นคำที่พูดกันจนน่าเอียนอ้วก แต่ไม่รู้ว่าตระหนักถึง ‘ความหมาย’ ของคำนี้กันมากแค่ไหน) มันจึงเป็นสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้เราได้ ‘เห็น’ อย่างถ่องแท้ เป็นการ ‘เทสต์ระบบ’ ที่เราอยู่ ให้เห็นว่าทั้งระบบมันเปราะบางตรงไหนบ้าง

แน่นอน เครื่องมือแรกๆ ที่รัฐต่างๆ น่าจะพอทำได้เวลาเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา ก็คือการ ‘ขอความร่วมมือ’ จากประชาชนให้ประหยัดพลังงาน แต่ถ้าผ่านมาแล้วเป็นสัปดาห์ แล้วเรายัง ‘ไม่เห็น’ ว่ารัฐมี ‘เครื่องมืออื่น’ อีกหรือไม่ที่จะทยอยตามมาหากเหตุการณ์เลวร้ายลง – ก็อาจถือได้ว่ารัฐนั้นล้มเหลวต่อการจัดการ

การขอให้ประชาชนประหยัดนั้น พูดได้เลยว่าเป็นแค่การ ‘กันแรงกระแทก’ ทางการเมือง แต่ไม่ใช่การถือโอกาส ‘รื้อระบบ’ แค่ขอให้ประชาชนประหยัด คือเครื่องมือที่ ‘เร็ว’ และ ‘ราคาถูก’ ที่สุด ทั้งในแง่ของเงินและปัญญา เพราะมันไม่สร้างแรงเสียดทานทางการเมืองในทันที

แต่ปัญหาก็คือ – เครื่องมือแบบนี้เป็นแค่เปลือกผิว ที่จะไม่แก้ปัญหาอะไรเลยในระยะยาว

ผมไม่ได้รู้เรื่องพลังงานมาก แต่ชอบเล่นเกมแบบ Cities Skylines หรือ SimCity ก็เลยพอจะเห็นอยู่ว่าเราพึ่งพาโรงไฟฟ้าแบบที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ใช่พลังงานที่ยั่งยืนกว่านั้น คือไม่ได้ ‘ไปไกล’ (ในเกม) ถึงระดับที่จะช่วยให้เมืองยั่งยืน

ที่สำคัญก็คือ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติพวกนี้ ยังมีสัญญาระยะยาวที่ผูกพันทั้งการจัดหาก๊าซและการรับซื้อไฟฟ้า (จากเอกชน) ด้วย โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ ‘การเปลี่ยนผ่านไม่ได้’ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

แน่นอน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่มีอยู่เหลือเฟืออย่างพลังงานแสงอาทิตย์ ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่แทนได้ทั้งหมด เรื่องนี้ก็พูดกันมาตลอดโน่นนั่นนี่ ประมาณว่าเทคโนโลยียังไม่พร้อม เช่นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เสถียร ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงในช่วงเย็น จึงต้องมีระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่และโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่ บลา บลา บลา

คำถามก็คือ – แล้วเห็นการ ‘ขยับ’ ในเรื่องนี้มากแค่ไหน และถ้าการขยับยังไม่แรงพอ, มันเกิดจากอะไร?

ผมคิดว่า เรื่องนี้ต้องกลับมาดู ‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ ของเรื่องพลังงาน คือเรื่องพลังงานไม่ได้ตั้งอยู่บนหิ้งโดดๆ แต่มันเกี่ยวพันกับหลายมิติในสังคม

ต้องยอมรับว่า โครงสร้างพลังงานของไทยก็เหมือนเรื่องเชิงอำนาจอื่นๆ ในสังคมไทยนั่นแหละ คือมันถูกออกแบบมาแบบ ‘รวมศูนย์’ มีผู้เล่นหลักๆ ไม่กี่ตัว

โรงไฟฟ้าประเภทใช้ถ่านหิน ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือใช้น้ำมัน (หรือแม้กระทั่งใช้พลังงาน้ำอย่างเขื่อน) มัน ‘เอื้อ’ กับโครงสร้างพวกนี้มาก เพราะมันต้องอาศัยการลงทุนสูง ซึ่งเท่ากับต้องอาศัยอำนาจแบบ ‘รวมศูนย์’ มาก มันจึงสอดคล้องและไปกันได้ดีมาตลอดประวัติศาสตร์ จนทุกคนอาจ ‘คุ้นชิน’ ว่าเออ…มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ

แต่พลังงานแบบใหม่ พลังงานหมุนเวียน พลังงานยั่งยืน พลังงานสีเขียว อะไรพวกนี้ มันคือพลังงานแบบ ‘แตกตัว’ หรือ ‘กระจายตัว’ ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์ (คือรวมศูนย์ก็ได้นั่นแหละ แต่มันจะไม่ยั่งยืนเท่าไหร่) ซึ่งถ้ามองในภาพใหญ่แล้ว นี่คือ ‘เรื่องเดียวกัน’ กับการกระจายอำนาจเลย

การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานแบบใหม่นี้ จะทำให้ ‘ผู้บริโภค’ มีส่วนเป็น ‘ผู้ผลิต’ ได้ด้วย เหมือนกับที่การกระจายอำนาจจะทำให้ประชาชนตาดำๆ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ ‘รับเศษอำนาจ’ มาจุนเจือตัวเอง แต่เป็นผู้ที่สามารถ ‘ใช้อำนาจ’ ของตัวเองได้ด้วย เช่นการออกเสียงเรื่องต่างๆ ในท้องถิ่น

แต่เรื่องนี้ยาก เพราะสังคมไทยคุ้นกับการรวมศูนย์ และ ‘ถูกออกแบบ’ ให้ฝังหัวอยู่กับการรวมศูนย์มาตลอด การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เรื่องพลังงานเรื่องวิศวกรรมเท่านั้น แต่คือเรื่องของ ‘แรงต้านเชิงสถาบัน’ (Institutional Resistance) ด้วย

ดังนั้น การที่เราเห็นว่า รัฐสื่อสารแต่เรื่องประหยัดพลังงานระดับปัจเจก จึงไม่ใช่เพราะรัฐไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่อาจเพราะรัฐ ‘รู้ดี’ ว่านี่คือการเลือกพูดถึงมาตรการที่ไม่ไป ‘กระทบ’ กับโครงสร้างผลประโยชน์ดั้งเดิมที่เป็นแบบรวมศูนย์นั่นแหละ

เพียงแต่มันไม่ได้มองไปในอนาคต ไม่ได้วางรากฐานที่แข็งแรงให้กับอนาคตของสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ที่จริงแล้ว สถานการณ์แบบนี้ควรเป็น ‘จังหวะ’ ที่เปิดโอกาสให้เกิดการ ‘ปรับโครงสร้าง’ ได้จริง เช่น ปลดล็อกการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชน ลงทุนในระบบเก็บพลังงานและโครงข่ายแบบใหม่ ปรับกฎเกณฑ์ให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น หรือแม้แต่การตั้งราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมด้วย

แต่สิ่งที่เราเห็น ก็คือ ‘แรงเฉื่อย’ ของระบบที่ฝังรากลึก และมัน ‘เอื่อย’ แบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เสียเหลือเกิน

นี่จึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นเรื่องทาง ‘วัฒนธรรมความคิด’ ของสังคมที่เกี่ยวพันกับอำนาจ – ด้วย!

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: