5 เหตุผลชี้ชัด “อิหร่าน” กำราบพญาอินทรีกระดาษจนสิ้นลาย ภายใต้ระเบียบโลกใหม่! อาจารย์อุ๋ย ลั่น! จักรวรรดิอเมริกาอับปางแล้ว!
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ก ระบุว่า…
ในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบัน ภาพลักษณ์ของ “พี่เบิ้ม” อย่างสหรัฐอเมริกากำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียศูนย์
ในบทความนี้ผมจะขอวิเคราะห์แบบเจาะลึกถึงสาเหตุที่ว่า ทำไมเราถึงกล่าวได้ว่า “อิหร่านคือผู้ชนะในสงครามครั้งนี้” โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์และหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องพิสูจน์
1. ชัยชนะคือการอยู่รอด (Survival as Victory): เมื่อมวยรองไม่ล้ม
ในนิยามของสงครามที่ไม่เท่าเทียม (Asymmetric Warfare) เป้าหมายสูงสุดของอิหร่านไม่ใช่การบุกยึดวอชิงตัน แต่คือ “การธำรงอยู่ของระบอบ” (Survival) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ทั้งการคว่ำบาตรและการทหารเพื่อหวังทำลายกองกำลัง IRGC และเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change)
แต่ผลลัพธ์คืออิหร่านยังยืนหยัดและมีความยืดหยุ่น (Resilience) อย่างสูง ซึ่งตามหลักยุทธศาสตร์เมื่อผู้รุกรานไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลักได้ นั่นคือความพ่ายแพ้ และเมื่อ “มวยรอง” อย่างอิหร่านยังไม่ถูกน็อก ชัยชนะทางศีลธรรมและยุทธศาสตร์จึงตกเป็นของอิหร่านอย่างปฏิเสธไม่ได้
2. กับดักการยกระดับ (Escalation Trap): สหรัฐฯ เสียเชิงชายที่ปากีสถาน
อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของความพ่ายแพ้คือการ “ขอเจรจา” การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งคนสนิทอย่าง เจดี แวนซ์ ไปเปิดโต๊ะเจรจาที่อิสลามาบัด ภายใต้เงื่อนไข 10 ข้อที่อิหร่านเป็นผู้กำหนด ถือเป็นการ “เสียเชิง” ทางการทูตอย่างรุนแรง สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะนักพนันที่เสียจนหมดหน้าตัก (Escalation Trap) ยิ่งรบยิ่งเจ็บ ยิ่งยืดเยื้อยิ่งไร้ทางออก ในขณะที่อิหร่านเป็นผู้คุมเกมและกำหนดจังหวะก้าวบนโต๊ะเจรจา
3. ยุทธศาสตร์ “ปิดคอหอย” โลก: ชัยชนะเหนือช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านได้แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่แท้จริงในการควบคุม ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก การที่เรือพิฆาตสหรัฐฯ ไม่สามารถฝ่าด่านเข้าไปได้ และการที่ทรัมป์ต้องร้องขอให้จีน ญี่ปุ่น และยุโรปเข้ามาช่วยเปิดทาง สะท้อนว่าแสนยานุภาพทางทะเลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ “เอาไม่อยู่” แล้ว การคุมศูนย์กลางพลังงานโลกคือแต้มต่อที่ทำให้อิหร่านเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด
4. อวสาน “เปโตรดอลลาร์”: สงครามเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กำลังแพ้ราบคาบ
หมัดเด็ดที่ส่งผลสะเทือนถึงรากฐานมหาอำนาจคือการบีบให้จ่ายค่าผ่านทางเป็น “เงินหยวน” นี่คือการสั่นคลอนระบบเปโตรดอลลาร์โดยตรง หากราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง $150-$200 ต่อบาร์เรล ตามแผนการบ่อนทำลายความเข้มแข็งของศัตรู (War of Attrition) เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและหนี้สาธารณะที่กู้มาจนล้นพ้นตัวจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายตนเองจากภายใน
5. ความล้มเหลวทางยุทธวิธี VS ชัยชนะทางยุทธศาสตร์:
แม้สหรัฐฯ จะโวว่าชนะในทางยุทธวิธี (Tactical Gain) ผ่านการบอมบ์ทำลายโรงเรียนหรือสะพาน แต่นั่นคือสัญญาณของคน “หมดเป้าหมาย” ในทางกลับกันอิหร่านชนะในทางยุทธศาสตร์ (Strategic Victory) เพราะสามารถขับไล่อิทธิพลสหรัฐฯ ออกจากฐานทัพในตะวันออกกลางได้สำเร็จ จนประเทศในภูมิภาคเริ่มตาสว่างว่า “Made in America” ไม่ใช่หลักประกันความมั่นคงอีกต่อไป เมื่อเทียบกับโดรนและขีปนาวุธอันทรงพลังของอิหร่าน
มุมมองกฎหมายระหว่างประเทศ: อธิปไตยและการป้องกันตนเอง
ในมิติของกฎหมายระหว่างประเทศ ชัยชนะของอิหร่านยังได้รับความชอบธรรมรองรับภายใต้ กฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51 ว่าด้วย “สิทธิในการป้องกันตนเอง” (Right of Self-Defense) เมื่อถูกคุกคามอธิปไตยทางดินแดนและการพยายามแทรกแซงกิจการภายในโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ การที่อิหร่านสามารถรักษาอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ยุทธศาสตร์ได้ ท่ามกลางการกดดันฝ่ายเดียว (Unilateral Sanctions) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าขัดต่อกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งต่อกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2(1)(7) และข้อตกลง GATT ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางการค้า
จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “อำนาจอธิปไตยที่แท้จริง” ไม่ได้เกิดจากกระดาษสัญญา แต่เกิดจากความสามารถทางการทหารในการปกป้องตนเองและความช่วยเหลือจากพันธมิตร (จีน-รัสเซีย) จนทำให้ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar World) ล่มสลายลงในที่สุด!
สรุปสั้นๆ: จักรพรรดิเปลือยเปล่าแล้ว และอิหร่านคือผู้ที่กระชากความจริงนั้นออกมาให้โลกเห็น!
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS