อดีตพยาบาล รพ.รัฐ เล่าชึวิตการทำงาน ป่วยหนักแค่ไหนก็ไม่ลา ไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนเกือบเสียคนสำคัญไป
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ โพสต์ข้อความ ระบุว่า
ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของเพื่อนร่วมวิชาชีพนะคะ
พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
การจากไปครั้งนี้ อาจจะถอดบทเรียนให้กับพยาบาลทุกคนที่ยังทำงาน ณ ตอนนี้ ขอกล่าวถึงชีวิตพยาบาลของตัวเองที่ตอนยังอยู่ในระบบรัฐ รพ.รพชนะคะ เงิน4หมื่น++ 5หมื่น++ /เดือน ของเด็กจบใหม่กับกับOTบางเดือน30เวร และคุณภาพชีวิตย่ำแย่ ยังใช่ชีวิตที่เราอยากทำจนเกษียณหรือเปล่า
เกริ่นคร่าวๆ
ตอนเป็นพยาบาลจบใหม่ เราเลือกเอง ว่าอยากอยู่Med อยากทำงานMed มันท้าทาย เราเลือกอยู่รพช.ที่บ้าน และเปิดโลกมาก เพราะพยาบาลรพช. ไม่ว่าจะอยู่wardไหน ต้องมีเวรReferด้วย หากเป็นวันทำการ แล้วที่wardมีRefer เท่ากับต้องเสียอัตรากำลังพยาบาลward1คน วันเสาร์อาทิตย์ ก็มีเวรRefer D/N แล้วงานที่ต้องทำที่ward พยาบาลที่Referกลับมา ก็ต้องรันงานที่ค้างไว้ต่อ คำถามคือ “แล้วคนที่อยู่ละ ไม่ช่วยหรอ “ ทุกคนงานล้นมือจริงๆ เวรเช้าลงเวร6โมงเย็นก็มี เวรบ่ายลงเวรตี2 ตี3ตลอด เวรดึกไม่ต้องพูดถึง 9โมง-10โมงกว่าๆ แล้วมีต่อเวรบ่ายด้วยนะ
เข้าสู่เรื่องเล่าชีวิตการทำงานพยาบาล
จำได้ว่าเทรน2เดือน ขึ้นเป็นตัวจริงและเทรนเป็นInc.เลย โอ้โหววว พยาบาลรพช.อเมซิ่งมาก ขึ้นเวรอัด เพราะด้วยบุคลากรไม่พอ พยาบาลป่วย สิทธิ์การลาถืออยู่ในมือ แต่ไม่กล้าใช้ เพราะสงสารเพื่อนร่วมงาน ข้าวเช้าอย่าถามถึง ข้าวเที่ยงอย่าถามหา ข้าวเย็น4ทุ่มก็มี ว่างตอนไหน รีบกิน รีบรันงานต่อ
เวรพยาบาลที่เราแลกกันจนได้ ช/บ/ด ด/ช/บ บ/ด/ช ช/N(Refer)/ช/บ
ถามว่าขึ้นเวรแบบนี้ผิดไหม ผิดค่ะ แต่เราต้องยอมขึ้นกัน เพราะเราจะได้หยุดในวันที่เรามีธุระ และเพราะคำว่า
“คนไข้ที่wardล่ะ” และขีดจำกัดของอัตรากำลังพยาบาล
เป็นพยาบาลรพช.3ปี เคยป่วยไหม เคยลาป่วยไหม
ตลอดระยะเวลา3ปี ลาป่วยเพราะแค่ติดโควิด เมื่อก่อนให้หยุด5-7วัน ไม่เคยได้หยุดหรอก มากสุดแค่2-3วัน ยังไม่หายดี ต้องรีบมาขึ้นเวร และมีเหตุการณ์แรกที่ขึ้นเวร เรานอนไม่พอมาหลายวัน รู้สึกเหมือนจะวูบ ใจหวิวๆ ไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมงาน และแม่ที่รออยู่ที่บ้าน และอีกไม่กี่ชม.ตัวเองก็จะถึงวันOff ตั้ง1วันเต็มๆ ได้แต่ส่งบอกแฟน ว่ารู้สึก”ใจหวิวๆอีกแล้ว เค้าจะวูบอีกแล้ว” และได้ฝืนตัวเองทำงานจนจบ
เหตุการณ์ที่2 ด้วยคนไข้ที่ward ทั้งTB ดื้อยา โรคต่างๆอีกมากมาย เราทำงานอยู่ดีๆ รู้สึกหนาวสั่น สะบั้น หายใจเร็ว รู้สึกเหนื่อย ได้ส่งไปที่ER V/S T39c. HR =118bpm. RR=24bpm
BPยังดีอยู่ CBC WBC 3200 หมอให้นอนรพ.ให้Cef-3 3วัน
ตอนนั้นสถานการณ์ที่ward ทำให้เราตัดสินใจไม่นอนรพ. ไม่ลางานฉีดยาที่ER1dose แล้วกลับไปทำงานต่อ แล้วเบิกยามาฉีดต่อที่วอร์ด จนครบ3 วัน บางคนอ่านมาถึงจุดนี้ ก็คิดอยู่ในหัวว่า แล้วจะทรมานตัวเองทำไม ด้วยสถานการณ์ตอนนั้น ยอดคนไข้30กว่าคน มีคนไข้เหนื่อยที่อาจต้องใส่tube อีก รับใหม่ไม่ต่ำกว่า5case/เวร เวรบ่ายบางเวรรับใหม่มากถึง12 case กับพยาบาลเวรบ่ายขึ้นแค่3-4 คน. ยังไม่รวมคนไข้แอลกอฮอล์ คนไข้ใช้สารเสพติด ที่อาระวาท จะทำร้ายเจ้าหน้าที่อีกนะ เราเลือกอะไรไม่ได้จริงๆ นึกถึงใจเขาใจเรา เพราะไม่ใช่แค่เราที่เสียสละ พี่น้องร่วมเวรทุกคน เขาไม่สบายก็ไม่หยุดเหมือนกัน เราผ่านกันมาได้ เพราะมีแค่กันและกันที่สู้กันจริงๆ ไม่มีใครมาคอยสนใจชีวิตพยาบาลอย่างพวกเราหรอก พวกเรารู้ดีที่สุด
จุดเปลี่ยนชีวิตกับการเลือกเส้นทางชีวิตใหม่
1.แม่ แม่ต้องอดนอนเหมือนเรา เพราะต้องคอยมารอลูกลงเวรตี2 ตี3ทุกวัน ต้องคอยทำกับข้าวให้ลูกไปกินที่ทำงานทุกมื้อ อยู่บ้านหลังเดียวกันกับแม่ แต่ไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่เคยพาแม่ไปไหน เพราะคำว่า “หนูติดเวรนะแม่ “พิมพ์เล่าไปก็น้ำตาไหลไป🥲
ประโยคที่แม่ส่งหาเราตลอด คือ “แม่ทำแกงส้มไว้รอนะ “
“แม่ทำพะโล้ที่ลูกบ่นอยากกินไว้ให้นะ” คำตอบที่เราส่งกลับไปหาแม่คือ หนูมีเวรต่อนะแม่ แช่ตู้เย็นไว้ ลงเวรหนูไปกิน พอเราลงเวร กับข้าวที่แม่ถ่ายส่งให้เราดู ยังอยู่ครบทุกถุง แม่เราไม่ได้กินกับข้าวที่ทำไว้ให้ลูกเลย เพราะแม่เอาไว้ให้ลูก
เหตุการณ์แม่ล้ม จนทุกวันนี้ แขนแม่ยกไม่ได้100%เพราะแม่ไม่บอกลูก กลัวลูกเป็นห่วง และใช่ค่ะ แม่ไหล่ติด เรามารู้ความจริง ในวันที่เราสังเกตเห็นแขนแม่มีรอยช้ำ แม่ถึงยอมบอก เราพาแม่กายภาพตลอด แต่เรื่องที่น่าเศร้าคือ ไม่ใช่รักษาไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่เราโทษตัวเองมาตลอด ว่าดูแลแม่ได้แค่นี้หรอ เราคุยกับคนไข้เยอะกว่าพูดคุยกับแม่อีก เราอยู่กับคนไข้มากกว่าอยู่กับแม่อีก ไม่เอาแล้ว เราจะไม่อยู่ที่เดิม งานเดิม ที่แก้ปัญหาไม่ได้อีกแล้ว เราจะใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มากขึ้น
2.สามี เราไม่ค่อยได้เจอกัน ไม่ค่อยได้คุยกัน แชทสนทนามีแต่คำว่า”กินข้าวด้วยนะ””เป็นไงบ้าง” “ถึงที่ทำงานแล้วนะ” “พักผ่อนเยอะๆนะ” “เป็นห่วงนะ” “ลงเวรยัง”ซึ่งบางคำถามจากแฟน ก็ไม่มีคำตอบจากเราเลย แล้วชีวิตตอนเป็นแฟนกัน มีคำว่าความรับผิดชอบมาก่อนเสมอ เราเลือกงาน มากกว่าแฟนและครอบครัว และด้วยเหตุการณ์ของแม่ เลยทำให้เราทบทวนตัวเองใหม่ทั้งหมด
3.หลานสาว หลานเราป่วย ไข้ อาเจียนเยอะ เราลงเวรมาตอน10โมงเช้า แม่ไม่ได้บอกเรา และเรากำลังจะไปเวรบ่ายต่อ ช่วงบ่าย3 แม่เล่าให้เราฟัง ว่าหลานมีอาการไข้ อาเจียนเยอะ แต่ได้หยุดอาเจียนแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจแม้แต่ไปดูอาการหลาน เพราะเห็นหลานยิ้ม มองเรา ก็คิดว่าหลานดีขึ้นแล้ว จนกระทั่งเราขึ้นรถ จะไปทำงาน หลานสาวได้หัวใจหยุดเต้น ฟุ๊บต่อหน้าแม่ เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำเราให้ตัดสินใจเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตตัวเองได้แล้ว ก่อนที่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะไม่อยู่กับเรา และถึงตอนนั้น เราก็คงเสียใจมากๆ
พยาบาล เป็นอาชีพที่เสียสละ แต่ขอให้เขาได้ใช้ความเสียสละนี้ เฉพาะเวลาที่เขาต้องทำงาน เสียสละเวลาส่วนตัวตัวเอง เพื่อคนไข้ตลอดระยะเวลาการทำงานก็เพียงพอแล้ว อย่าให้ต้องขึ้นเวรหนัก จนไม่มีแม้แต่เวลาดูแลตัวเองเลย อย่าขโมยทั้งชีวิตของพยาบาลขนาดนั้น เขาก็เป็นมนุษย์คนนึง เขาก็มีครอบครัวที่รักเขา และต้องการเขาเหมือนกับคนอื่นๆเหมือนกัน รายได้บางที่ในอาชีพพยาบาลได้มากกว่า4-5หมื่นก็มี บางคนได้เป็นแสน แต่อย่าไปโฟกัสรายได้เขาเลย ชีวิตพวกเขาแทบไม่มีเวลาหาความสุขให้ตัวเอง เขาก็ต้องดูแลชีวิตครอบครัวเหมือนกัน
และถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆในอดีต ก็คงไม่ทำให้เราเติบโตในสถานที่แห่งใหม่ ได้เปลี่ยนแปลงนาฬิกาชีวิตตัวเอง มาจนถึงตอนนี้ ตอนที่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว มีความสุข ทำงานเต็มที่ และได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ในแบบฉบับของตัวเอง ไม่โฟกัสเงินจนเกินไป เอาแค่สบายตัว สบายใจ เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ลำบาก เห็นรอยยิ้มคนในครอบครัว นี่แหละ ความสุขฉบับพยาบาลของเรา
ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของเพื่อนร่วมวิชาชีพอีกครั้งนะคะ พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS