Connect with us

News

ตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท ติดกำไล EM ห้ามออกนอกประเทศ

Published

on

ศาลฎีกาให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112 พร้อมเงื่อนไขติด EM-ห้ามออกนอกประเทศ แต่ยังไม่ได้ปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อ

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หลังจากครอบครัวยื่นประกันตัวทั้งสองคนไปเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา

คำสั่งศาลฎีกาที่อนุญาตให้ประกันตัวระบุโดยสรุปว่า “จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน และโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยต้องขังมาแล้วจนถึงวันยื่นคำร้องนี้ หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา”

ตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (หรือกำไล EM) และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งไผ่และครูใหญ่จะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากทั้งสองคนยังมีคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกอยู่อีกหลายคดี โดยทนายความจะทยอยยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ภายในสัปดาห์นี้ หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะรายงานให้ทราบต่อไป

ไผ่และครูใหญ่ถูกคุมขังในชั้นฎีกาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดภูเขียวว่า ทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 โดยให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ 2 ปี ส่วนข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลพิพากษายกฟ้อง

ต่อมาศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทั้งสองประกันตัวในชั้นฎีกา ทำให้ทั้งสองคนถูกขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว และต่อมาได้ย้ายมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากมีสืบพยานในคดีที่ศาลอาญา และศาลอาญากรุงเทพใต้


ก่อนหน้านี้ “ไผ่” จตุภัทร์ ได้ยื่นประกันตัวในคดีนี้มาแล้ว 6 ครั้ง ส่วน “ครูใหญ่” อรรถพล ได้ยื่นประกันตัวในคดีนี้มาแล้ว 5 ครั้ง ศาลฎีกายกคำร้องทุกฉบับ จนทั้งสองคนถูกขังมาแล้ว 6 เดือนเศษ

ต่อมาในวันที่ 9 มี.ค. 2569 ครอบครัวของ “ไผ่” จตุภัทร์ ยื่นคำร้องขอประกันตัวไผ่เป็นครั้งที่ 7 และยื่นคำร้องขอประกันตัวครูใหญ่เป็นครั้งที่ 6
สำหรับคำร้องขอประกันตัวทั้งสองคนได้เสนอเงื่อนไขต่อศาลว่าจะมาศาลตามกำหนดนัด, ไม่เดินทางออกนอกประเทศหรือพื้นที่ที่กำหนด, ไม่ออกจากที่อยู่อาศัยของตน โดยมีหนังสือรับรองการประกันตัวจากบิดาและมารดาของไผ่ ซึ่งทั้งคู่เป็นทนายความ และเสนอหลักประกัน เพื่อรับรองว่าหากได้ประกันตัวแล้วจะไม่หลบหนี

คดีของจำเลยทั้งสองยังได้ยื่นฎีกาไปแล้ว และคดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งคู่ถูกขังมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน สำหรับครูใหญ่นั้นถูกขังเป็นเวลา 1 ใน 4 ของอัตราโทษแล้ว จึงขอให้ศาลพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ภายหลังยื่นประกันตัว ศาลจังหวัดภูเขียวส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 11 มี.ค. 2569 อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่า

“พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน  และโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สูงมากนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องขังมาแล้วจนถึงวันยื่นคำร้องนี้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา

“ตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท และร่วมกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนปล่อยตัว ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ยกคำร้อง”

แม้ไผ่และครูใหญ่จะได้รับอนุญาตประกันตัวในคดีนี้แล้ว แต่ทั้งสองจะยังคงไม่ถูกปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากในระหว่างถูกคุมขังคดีนี้ได้มีการถอนประกัน รวมถึงถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกในคดีอื่น ๆ ด้วย ซึ่งทนายความจะทยอยยื่นประกันตัวในทุกคดีที่ทั้งสองคนมีหมายขังอยู่ภายในสัปดาห์นี้

นอกจากคดีนี้แล้ว สำหรับ “ไผ่” จตุภัทร ยังมีคดีที่ถูกคุมขังอยู่อย่างน้อย 3 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม 19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา (ระหว่างพิจารณาคดี), คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุชุมนุม “รวมพลแห่เทียน ขับไล่เสนียดจัญไร ออกไป” ของศาลแขวงพระนครเหนือ (คดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 24 วัน) และคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และ #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อปี 2563 ของศาลจังหวัดขอนแก่น (คดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน)

ส่วน “ครูใหญ่” อรรถพล ยังมีคดีที่ถูกคุมขังอยู่อย่างน้อย 4 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม 19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา (ระหว่างพิจารณาคดี), คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลา เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (ระหว่างพิจารณาคดี), คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (คดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี) และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุติดตามการจับกุม “นิว สิริชัย” หน้าสภ.คลองหลวง (ระหว่างพิจารณาคดี)

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: