อาจารย์ต่อภัสสร์ ร่ายยาว ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 แก้ไขได้ยาก ทำให้ปราบโกงได้ยาก
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้ง KRAC และ HAND Social Enterpris โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
รัฐธรรมนูญ 2560 คือ อุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการต่อต้านคอร์รัปชันของไทย
ตลอดระยะเวลา 8 ปีภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 สังคมไทยได้เห็นอย่างชัดเจนว่า การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ได้ติดขัดเพราะขาดกฎหมายหรือองค์กรตรวจสอบ หากแต่ติดขัดจากโครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบให้กลไกตรวจสอบไม่เป็นอิสระตั้งแต่ต้น และรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือหัวใจของปัญหาเชิงระบบดังกล่าว
รัฐธรรมนูญ 2560 วางโครงสร้างการเมืองบนฐานของอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน โดยเริ่มจากการให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารทั้งหมด และให้อำนาจพิเศษในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปี ผลในทางปฏิบัติคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องพึ่งพาอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย และไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่กระทบเครือข่ายอำนาจเดิมได้อย่างจริงจัง
แม้เมื่ออำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีของ สว. ชุดพิเศษจะหมดลง รัฐธรรมนูญ 2560 ก็ไม่ได้คืนอำนาจให้ประชาชน หากแต่เปลี่ยนไปใช้ระบบ “แบ่งกลุ่ม–เลือกกันเอง” ในการได้มาซึ่ง สว. ชุดใหม่ ซึ่งตัดประชาชนออกจากกระบวนการทั้งหมด ระบบนี้เปิดช่องให้ผู้ที่มีทุน มีเวลา และมีเครือข่ายทางการเมือง สามารถจัดตั้งผู้สมัครและครอบงำผลลัพธ์ได้ง่าย จนเกิด สว.2567 ที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางถึงความเป็นอิสระและความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมือง
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงยิ่งกว่าที่มา คืออำนาจของ สว. ที่รัฐธรรมนูญ 2560 มอบให้ โดยเฉพาะอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. กกต. คตง. กสม. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน องค์กรเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เป็นกลไกหลักในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการทุจริต แต่กลับต้องเริ่มต้นด้วยการผ่านด่านการตัดสินใจของ สว. ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
ผลในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นตลอด 8 ปีที่ผ่านมา คือภาวะ “งูกินหาง” ทางสถาบัน องค์กรอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว. ต้องกลับไปทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือกระบวนการเลือกตั้งที่อาจเกี่ยวพันกับเครือข่ายอำนาจเดียวกัน ความเป็นอิสระจึงถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น และความเชื่อมั่นของสังคมต่อการต่อต้านคอร์รัปชันก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
กรณีการไม่ให้ความเห็นชอบนักวิชาการที่ผ่านกระบวนการสรรหาอย่างเป็นทางการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (มีข่าวออกมาว่า เพราะบางท่านมีพฤติการณ์และแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามฝ่ายอนุรักษ์นิยม) เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า กลไกการคัดเลือกองค์กรปราบคอร์รัปชันภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้ดุลพินิจทางการเมืองแทรกแซงได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ผลลัพธ์คือความคลางแคลงใจต่อความเป็นกลางขององค์กรตรวจสอบในภาพรวม
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2560 ยังถูกออกแบบให้แก้ไขได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แม้จะเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างชัดเจนแล้วในทางปฏิบัติ แต่การอุดรอยรั่วกลับแทบเป็นไปไม่ได้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มุ่งลดอำนาจ สว. หรือเพิ่มความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ถูกปัดตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ระบบต่อต้านคอร์รัปชันติดล็อกอยู่กับกติกาเดิม
บทเรียนจาก 8 ปีภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จึงชัดเจนว่า การต่อต้านคอร์รัปชันจะไม่อาจประสบความสำเร็จ หากโครงสร้างอำนาจยังไม่ยึดโยงกับประชาชน และกลไกตรวจสอบยังถูกออกแบบให้พึ่งพาอำนาจที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ การแก้รัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คืนอำนาจให้ประชาชน จึงไม่ใช่เพียงประเด็นประชาธิปไตยเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจังและยั่งยืน
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS