วิโรจน์ ชี้ โพสต์ อ.ทวิดา ไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาทุจริต ในกทม.
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ผมรู้สึกสบายใจ และรู้สึกว่าดีแล้วที่ อ.ทวิดา ลบโพสต์นี้ไป หรือตั้งค่าเป็น “ส่วนตัว” หรือ “แค่เพื่อนเท่านั้นที่เห็น” เพราะที่อาจารย์โพสต์ หากยังปรากฏเป็นข้อความสาธารณะ จะไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นใน กทม. เลยจริงๆ ครับ จริงอยู่ที่การจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ จำเป็นต้องพิจารณา กฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
แต่ อ.ทวิดา ต้องไม่ลืมที่จะศึกษา พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ประกอบด้วยนะครับ สำคัญมากๆ
ผมอยากจะเรียน อ.ทวิดา อย่างนี้ครับ
การปราบปรามทุจริตในระบบราชการ กทม. ผู้ว่า กทม. สามารถกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น การตั้งคณะกรรมการสอบสวน การแจ้งข้อกล่าวหา การรวบรวมพยานหลักฐาน ไปจนถึงการเสนอความเห็นเพื่อลงโทษ โดยการขยายเวลาต้องมีเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ปล่อยให้คดีถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ในคดีทุจริตที่มีมูลชัดเจน กทม. สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อลดปัญหาการสอบกันเองหรือช่วยเหลือกันเอง มีการใช้ พ.ร.ป.ป.ป.ช. ในการคุ้มครองพยาน ผู้ให้เบาะแส และผู้เปิดโปงอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ล้างบางขบวนการการทุจริตใน กทม. แบบยกรัง พร้อมทั้งใช้มาตรการทางบริหาร เช่น การย้ายออกจากตำแหน่งเสี่ยง การงดมอบหมายงานเกี่ยวกับงบประมาณ พัสดุ หรือการอนุมัติสัญญา เพื่อป้องกันการแทรกแซงพยานหลักฐาน ซึ่งนี่ไม่ใช่การลงโทษล่วงหน้านะครับ แต่เป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบสวน และเป็นการหยุดกระบวนการทุจริต ไม่ให้สร้างความเสียหายไปมากกว่าที่เป็นอยู่
กทม. ควรทำให้คดีวินัย คดีอาญา และการเรียกค่าเสียหายสามารถเดินคู่ขนานกันได้ ไม่จำเป็นต้อง “รอผลคดีอาญา” เพื่อให้กระบวนการวินัยหยุดนิ่ง เพราะหากมีพยานหลักฐานเพียงพอในทางวินัย กทม. ก็สามารถลงโทษทางวินัยได้ทันที
ประการสุดท้าย กทม. ควรเปิดเผยสถานะของคดีทุจริตเท่าที่ไม่กระทบต่อการสอบสวน เช่น รับเรื่องเมื่อไหร่ อยู่ในขั้นตอนไหน เกินกรอบเวลาหรือไม่ และหน่วยงานใดรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้คดีหายไปในหลุมดำของระบบราชการ ขนาด Traffy Fondue ยังติดตามสถานะได้เลยนี่ครับ ดังนั้นการแสดงสถานะของคดีทุจริต ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง
เรื่องการปราบทุจริต ผมเข้าใจดีว่า จะต้องสร้างสมดุล ระหว่าง “ความเร็ว” กับ “ความเป็นธรรม” เพื่อให้การพิจารณาคดีทุจริต ไม่ถูกเร่งรัดจนละเมิดหลักความเป็นธรรม ผมทราบดีครับว่า หากดำเนินการอย่างเร่งรัดจนขาดความรอบคอบ หรือใช้กระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สุดท้ายคำสั่งลงโทษก็อาจถูกเพิกถอนในศาลปกครอง กลายเป็นว่าผู้กระทำผิดรอดพ้นความรับผิด ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบราชการมากกว่า
เราไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันเลยครับว่ากระบวนการที่เป็นอยู่ “เร็ว หรือช้า” เราเพราะเร็ว หรือช้า แต่ละคนไม่เหมือนกัน เราคลี่คลายข้อถกเถียงในเรื่องนี้ได้ ด้วย “การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน” และ “การเปิดเผยสถานะของคดีต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส” ได้ครับ ผมยืนยันว่า ทั้งหมดที่ผมแนะนำไป หาก กทม. ตั้งใจจริง ด้วยข้อกฎหมายที่มีอยู่ทำได้ครับ อาจารย์สามารถถาม อ.ชัชชาติ ดูได้ว่าตรงไหนที่ผมแนะนำ แล้วเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ถ้าอาจารย์ต้องการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่นใน กทม. จริงๆ ถ้าผมช่วยอะไรได้ อาจารย์ประสานมาได้ทุกเมื่อ ผม และทีมงานที่สนใจในเรื่องการปฏิรูประบบราชการ และคดีทุจริต พร้อมเข้าไปช่วย Support อาจารย์เสมอ จะเป็นหลังเลือกตั้งเลยก็ได้ คือ ไม่ต้องสนใจการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เลยก็ได้ครับ เพราะผมต้องการที่จะเข้าไปช่วยทำให้ กทม. มีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ข้าราชการที่ดีทำงานได้อย่างสบายใจ ประชาชนได้รับบริการ และการสนับสนุนที่ดีจาก กทม. ที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความโปร่งใส และปราบปรามการเรียกรับผลประโยชน์ ตลอดจนการทุจริตคอร์รัปชั่นใน กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การหากินกับ งบแปรญัตติ ให้หมดสิ้นไปครับ หวังว่าอาจารย์จะได้อ่านโพสต์นี้ และรับรู้ถึงความปรารถนาดีของผมนะครับ
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS