Connect with us

News

ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก? ทรัมป์ ใช้คำหยาบคายในบางช่วงเวลา เป็นกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนมาก

Published

on

อ.อุ๋ย ฟัน! การหยุดยิงครั้งนี้จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของความจำเป็นบังคับ มากกว่าความสมัครใจ

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า อ.ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ.อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ ระบุ…. “ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก?

ผมมองว่าท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ แสดงออกกลับไปกลับมาและมีการใช้คำหยาบคายในบางช่วงเวลา เป็นกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนมากกว่าเพียงแค่ “ความแปรปรวน” ของตัวบุคคล ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. ภาวะสุญญากาศของความเชื่อถือ (Credibility Gap) และทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory):
การแสดงออกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ในหน้าสื่อ ไม่ได้เป็นเพียงบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความไม่แน่นอน” เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติจริงในสนามรบไม่ได้เคลื่อนไปตาม “คำขู่” ของเขา

การประกาศหยุดยิงชั่วคราวอาจมองได้ว่าเป็น “Strategic Retreat” (การถอยเชิงกลยุทธ์) เพื่อลดการเผชิญหน้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2. ข้อจำกัดทางยุทธวิธีและจุดตายของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Chokepoint):
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้อง “ยอมลง” คือความล้มเหลวในการจัดตั้งพันธมิตรเพื่อควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส (Strait of Hormuz)

• กฎหมายทะเลและการปิดช่องแคบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้อิหร่านจะไม่ได้เป็นภาคีในบางส่วน แต่การใช้สิทธิผ่านทาง (Innocent Passage) ถูกปิดกั้นด้วยอิทธิพลทางทหารจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง

• ความอ่อนแอของอำนาจทางอากาศ: ปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ (Air Superiority Failure) และความสูญเสียยุทโธปกรณ์ระดับสูง เป็นตัวบ่งชี้ทางสถิติว่าเทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตะวันตกสามารถถูกโต้กลับด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่มีต้นทุนตํ่ากว่า ทำให้ “ต้นทุนของสงคราม” (Cost of War) พุ่งสูงจนเกินจุดคุ้มทุน

3. จะมีเซอร์ไพรส์? หรือ ทรัมป์ยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง?
ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะ “กลับลำ” (U-turn) กลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบนั้น ผมว่ามีน้อยมากในเชิงตรรกะ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ และความล้มเหลวในการโน้มน้าวพันธมิตรอาหรับให้เข้าร่วมสังฆกรรม

การแสดงอาการฟาดหัวฟาดเหวี่ยงที่ผ่านมา จึงเป็นเพียง “การแสดงออกเพื่อรักษาหน้า” (Face-saving diplomacy) หลังจากตระหนักดีว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้

บทสรุป: สันติภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของความเมตตา แต่เป็นเรื่องของ “Realpolitik” หรือการเมืองแห่งความเป็นจริงที่ว่ามหาอำนาจไม่สามารถเอาชนะสงครามในพื้นที่ที่ตนเองเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ตลอดไป การหยุดยิงครั้งนี้จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของ “ความจำเป็นบังคับ” (Compulsion) มากกว่าความสมัครใจ

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: