เอิร์ธ พงศกร เปิดงบฯ กทม. ยุคอัศวิน โต้ เงินสะสม ให้ 76,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 94 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า ร้อยตำรวจเอก พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
”งบประมาณของกรุงเทพมหานคร“
เกินดุลทุกปี-ความพยายามชำระหนี้BTS-เงินเหลือไว้ให้76,000ล้าน ไม่ใช่94ล้าน
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการพูดถึงสถานะการเงินของ กทม. และมีการพาดพิงมาถึงช่วงเวลาที่ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ
ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจง โดยไม่วิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน(ตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ยืนยันว่า จะสนับสนุนการทำงาน โดยไม่มีวิจารณ์และขัดขวาง ผู้บริหารกทม. เพื่อให้สามารถบริหารงานอย่างเต็มที่)
ดังนั้น ผมจึงขออธิบายความจริงอีกด้าน เพื่อความเป็นธรรมของ พล.ต.อ.อัศวิน
1.“เงินเหลือ เกินดุล”
งบประมาณ
พ.ศ.2560 +5406
พ.ศ.2561 +14193
พ.ศ.2562 +8134
พ.ศ.2563 +4586
พ.ศ.2564 +4551
พ.ศ.2565 +10952
การมีเงินเหลือจ่ายตอนสิ้นปีงบประมาณ เป็นเรื่องปกติทางบัญชีที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเก็บรายได้ทะลุเป้า หรือเพราะมีโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง
แต่ในช่วงปี 62-65 กรุงเทพก็เผชิญกับวิกฤตCOVID-19 รัฐบาลกลางมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการประกาศ “ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงถึง 90%” ติดต่อกันถึงสองปี นั่นหมายความว่า รายได้หลักของ กทม. หายวับไป ปีละ 10,000 ถึง 14,000 ล้านบาท
แต่รายจ่ายกลับพุ่งทะยานขึ้น ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข การเยียวยาและการดูแลคนกรุงเทพในช่วงโควิด แต่ก็เลือกที่จะประคองเมืองให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงที่สุด
2.หนี้รถไฟฟ้า
ทุกวันนี้ มีการพูดว่า กทม. ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลือ เกินดุล อีกกว่า5000ล้านบาท
ในอดีต พล.ต.อ.อัศวิน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง
-ขอให้ สภา กทม. อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ
เนื่องจากสภา กทม. มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม. จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย
-จากนั้น ก็ได้ไปขอ สภากทม. พร้อม “ร่างข้อบัญญัติกู้เงิน” เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต
-ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลาง ขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ
-สุดท้าย มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้
3.วาทกรรม “เหลือเงินให้ 94 ล้าน”
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุดคือ มีการพูดซ้ำๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท… (ภายหลัง ผู้ว่าฯปัจจุบัน ออกมาชี้แจงว่าไม่จริง)
“บัญชีเงินสะสมรวม” ของ กทม. ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้น สูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท
(เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และ เพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)
ซึ่งต่อมา ผู้บริหารและ สภา กทม. ชุดใหม่ ได้อนุมัติให้ใช้”เงินสะสม 76,000 ล้านบาท” ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ
ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท
ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ “เกินดุล” “สมดุล” หรือ”ขาดดุล” มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ
การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม. ชุดใหม่ สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ
และขอเป็นกำลังให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ สก. ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง
เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือ
”กรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน“
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS