Connect with us

News

โวย เพื่อไทย ถูกสกัด ถูกกดหัวให้จมดิน

Published

on

ขัตติยา ปราศรัย ทุกครั้งที่เราพยายามทำให้ประเทศเดินหน้า เราจะถูกสกัด ถูกกดหัวให้จมดิน

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ขึ้นวทีปราศศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ โดย น.ส.ขัตติยา เริ่มการปราศรัยด้วยคำถามว่า ตนเองแดงไหน? ก่อนอธิบายความเป็นแดง ที่คิดถึงในสามมิติ

มิติแรก คือ แดง ขัตติยะ สวัสดิผล(เสธแดง) นายทหารที่เข้าร่วมการชุมนุมกับประชาชนเสื้อแดง ถูกสั่งพักราชการ และถูกลอบสังหารในปี 2553 ในสมัยที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น

มิติที่สอง คือ แดง ในฐานะสีหนึ่งของธงชาติไทย สะท้อนความเสียสละและความรักชาติ โดย น.ส.ขัตติยา ตั้งข้อสังเกตว่า ความรักชาติไม่ควรถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการป้ายสีฝ่ายตรงข้าม

มิติที่สาม คือ พี่น้องคนเสื้อแดงที่ยังคงยืนหยัดสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า ความผูกพันดังกล่าวเป็นทั้งความเชื่อมั่นทางนโยบายและความทรงจำร่วมของการต่อสู้ทางการเมือง

น.ส.ขัตติยา กล่าวถึงรากฐานของพรรคเพื่อไทยว่า มีที่มาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ทำให้การเลือกตั้งมีความหมาย และผลักดันนโยบายที่ส่งผลเป็นรูปธรรมต่อชีวิตประชาชน

อย่างไรก็ตาม ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองนี้ต้องเผชิญอุปสรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารปี 2549 เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 และรัฐประหารปี 2557

“ทุกครั้งที่เราพยายามทำให้ประเทศเดินหน้า เราจะถูกสกัด ถูกกดหัวให้จมดิน นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เราไม่อาจปฏิเสธได้เลย”

น.ส.ขัตติยา กล่าวด้วยว่า  รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เกิดจากคณะรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ถูกออกแบบมา เพื่อเตะตัดขาพรรคเพื่อไทย แต่โชคดี ที่เรายังมีพี่น้องประชาชนเป็นแรงหนุน ให้เรากลับมาได้ทุกครั้ง

น.ส.ขัตติยา ย้ำว่า ในการเลือกตั้งปี 2562 ครั้งนั้น พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเป็นอันดับ 1 แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล และในครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยได้โหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนาคตใหม่ ส่วนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยยืนยันหลักการพรรคอันดับที่ 1 ต้องได้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน

“พรรคเพื่อไทยไม่ได้ตั้งรัฐบาลแข่ง เราร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคอันดับ 1 จนสุดทาง แต่ก็ตั้งรัฐบาลร่วมกันไม่ได้ เพราะพรรคส้มรวมเสียงสว.มาไม่ได้ แต่กลายเป็นว่า หลังจากนั้น พรรคเพื่อไทยโดนโจมตีอย่างหนัก เขาพูดกันว่า พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไป เขาตราหน้าว่า พรรคเพื่อไทยตระบัดสัตย์  เขากล่าวหาว่า พรรคเพื่อไทยทรยศประชาชน เดียร์มายืนอยู่บนเวทีนี้ เดียร์ไม่ได้จะมาเถียงเอาชนะใครค่ะ แต่ต้องการมาอธิบาย ต้องการมาพูดความจริงกับพี่น้องประชาชน ทั้งกับคนที่เชื่อเรา  ทั้งกับคนที่ยังลังเล และแม้แต่กับคนที่เคยผิดหวังกับเรา”

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทย โดนตราหน้าว่าตระบัดสัตย์มาเกือบ 3 ปี แต่ในความเป็นจริงหลังเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราทำตามเสียงของประชาชน โดยจับมือกับพรรคที่ประชาชนเลือกมาเป็นอันดับ 1 ร่วมลงนาม MOU เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย

“เรายกมือโหวตเลือกคุณพิธา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่ สองครั้ง ต่อหน้าสายตาของประชาชนทั้งประเทศ แบบนี้เรียกว่าเราตระบัดสัตย์หรอคะ? เขาบอกเราว่า มีเสียง สว. พอที่จะโหวตให้คุณพิธาเป็นนายกฯ เพื่อไทยก็เชื่อ ปล่อยให้เขาไปดำเนินการ แต่พอถึงเวลา เสียง สว. ไม่พอ โหวตนายกฯ ไม่ได้ แล้วเพื่อไทยทำอะไรผิด แบบนี้ เรียกว่าเราตระบัดสัตย์หรอคะ?

ในระบบรัฐสภา พรรคอันดับหนึ่งมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน ต้องไปรวมเสียงมาให้ได้ พรรคเพื่อไทย ได้เปิดโอกาส เปิดพื้นที่ เปิดใจ ให้เขาทำ แต่สุดท้าย เขาทำไม่สำเร็จ เพราะเขาไร้เดียงสาเกินเยียวยา เสนอชื่อเสนอแคนดิเดตนายกฯ แค่คนเดียว แต่กลับไปกล่าวหาแคนดิเดตนายกพรรคอื่น ว่าเป็นนายกกล่องสุ่ม

เขาเองตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่แทนที่จะรับผิดชอบด้วยการโทษตัวเอง กลับโยนความผิดให้พรรคอันดับ 2 เดียร์อยากถามไปยังพรรคสีส้มว่า ท่านยอมรับไหมคะ ว่าท่านใช้เวลาโจมตีพรรคอันดับ 2 ที่ยกมือโหวตให้พิธา มากกว่าที่ท่านต่อว่ากติกาและสว.ที่ไม่ยกมือให้พิธาซะอีก ท่านยอมรับไหมคะ???และนั่นทำให้ voter ของ 2 พรรค แตกแยกกันอย่างกู่ไม่กลับ”

น.ส.ขัตติยา กล่าวถึง บรรยากาศความพยายามจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2566 ว่า เพื่อไทยต้องตัดสินใจทั้งที่รู้ว่า ต้องโดนด่า ต้องโดนกล่าวหา ต้องเสียคะแนนนิยม แต่เรายอม เพราะเราจะไม่ยอมให้ประเทศถอยหลัง  แต่นี่คือการ เลือกประชาชน ประชาชนที่หมายถึงคนไทย 70 ล้านคน ไม่ใช่ประชาชนที่เป็นชื่อของพรรคการเมืองพรรคเดียว พรรคเพื่อไทยไม่เคยเปลี่ยนข้าง พรรคเพื่อไทยไม่เคยทิ้งประชาชน และพรรคเพื่อไทยไม่เคยเอาอำนาจมาไว้บนความทุกข์ของพี่น้องคนไทย

“พี่น้องคะ ในวันนั้น พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคอันดับ 1 ว่าควรรออีก 10 เดือน รอให้ สว. หมดอำนาจ แล้วค่อยกลับมาโหวตนายกฯ กันใหม่ เราถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ประเทศนี้จะหยุดรอได้ไหม ? ปัญหาเศรษฐกิจจะหยุดรอได้ไหม ? ความทุกข์ของประชาชนจะหยุดรอได้ไหม ? คำตอบของเพื่อไทยมีคำเดียวค่ะ คือ เรารอไม่ได้

ถ้าวันนั้น เพื่อไทยเลือกยืนนิ่ง ถ้าวันนั้น เพื่อไทยเลือกรออีก 10 เดือน ถ้าวันนั้น เพื่อไทยปล่อยให้บ้านเมืองค้างอยู่แบบนั้น เดียร์อยากถามว่า ใครได้ประโยชน์ ระหว่างประชาชน หรือ อำนาจเก่า?

10 เดือน ที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ มีอำนาจอยู่เต็มมือ และไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่า เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่ต้องการรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ จะไม่ถูกทำลาย และสำหรับเดียร์ การรออีก 10 เดือน ให้ สว. หมดอำนาจ ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการตีเช็คเปล่า ให้รัฐพันลึก”

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า เชื่อว่า ทุกคนในที่นี้ คงไม่นึกว่า ความพยายามตีเช็คเปล่าจะกลับมาในอีก 2 ปี หลังจากนั้น การจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ไม่ใช่การข้ามขั้ว ไม่ใช่การตระบัดสัตย์ ไม่ใช่การทรยศประชาชน แต่คือการตัดสินใจ เพื่อไม่ให้ประเทศถอยหลัง เพื่อไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจ เพื่อปิดทางอำนาจเดิม โดยมีพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง

“พี่น้องคะ เขารวมเสียงสว.ไม่ได้ ก็บอกว่าตัวเองไม่ผิด เขาตั้งแคนดิเดตนายกคนเดียว ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองพลาด ล่าสุด ตัวเองไปยกมือให้พรรคอันดับ 3 เป็นนายกฯ แล้วพัง ค่อยออกมาขอโทษประชาชน มาขอโอกาสจากพี่น้องว่า ให้เลือกพวกเขากลับเข้าไปให้แลนด์สไลด์ คนแบบนี้ เขาไม่เรียกว่า คนซื่อ ค่ะ เขาเรียกว่า มันไม่มืออาชีพ มันไม่ตรงไปตรงมา

เพราะหากพวกท่านตรงไปตรงมาจริง พรรคสีส้ม ท่านต้องยอมรับมาตรงๆ ค่ะ ว่าที่ท่านขานชื่อโหวต อนุทิน อนุทิน อนุทิน เป็นนายก ผลลัพธ์สุทธิที่ออกมา ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบที่ท่านอ้าง แต่คือการเตะตัดขารัฐบาลเพื่อไทย ที่กำลังจะส่งมอบนโยบายต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน ใช่หรือไม่ใช่? เพราะหลายสิ่งที่พรรคเพื่อไทย หว่านเมล็ด พรวนดิน รดน้ำ มันกำลังออกดอกผล จากเดิมที่เป็นซากปรักหังพังมาเกือบ 10 ปี ภายใต้ระบอบรัฐประหาร

พรรคสีส้ม ท่านต้องยอมรับมาตรงๆ ค่ะ ว่าผลลัพธ์สุทธิที่ออกมา ไม่ใช่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านอ้าง แต่ท่านมีเจตนาจะบีบให้พรรคเพื่อไทยตาย ทำให้เหลือผู้เล่นในสนามการเมืองเพียงพรรคของท่าน และพรรคภูมิใจไทย ท่านใช้ 14 ล้านเสียงของประชาชน ไปโหวตให้เขาเติบโต ใช่หรือไม่ใช่?

พรรคสีส้ม ท่านต้องยอมรับมาตรงๆ ค่ะ ว่าผลลัพธ์สุทธิที่ออกมา ไม่ใช่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านอ้าง แต่คือการ “ตีเช็คเปล่าให้รัฐพันลึก” ใช่หรือไม่ใช่?

และถ้าเป็นอย่างนั้น เดียร์ต้องขอประทานโทษด้วยค่ะ เพราะแม้ตอนนี้ นายกทักษิณ จะถูกขังอยู่ในเรือนจำ นายกฯ จากพรรคเพื่อไทยถูกปลดปีละคน พรรคเพื่อไทยและ voter ของพรรคเพื่อไทยถูกด้อยค่า

แต่สิ่งที่เดียร์ อยากจะบอกก็คือ “เราฆ่าไม่ตายค่ะ” และเมื่อเขาฆ่าเราไม่ตายเราจะแข็งแกร่งขึ้น และวันที่ 8 ก.พ. เดียร์อยากให้พี่น้องเดินเข้าคูหา กาเพื่อไทย 2 ใบ เพื่อประกาศให้เขารู้ว่า เรายังมีตัวตน ยังไงก็ฆ่าเราไม่ตาย”

น.ส.ขัตติยา กล่าวตอนหนึ่งถึงข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่สามารถผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ โดยยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา ระบุว่า หากพิจารณาผลงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ทั้งในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะเห็นว่ามีนโยบายจำนวนมากที่ดำเนินการสำเร็จและเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน การขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการ และการบริหารจัดการวิกฤตในหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม น.ส.ขัตติยา ยอมรับว่า ยังมีนโยบายสำคัญบางประเด็นที่แม้รัฐบาลจะผลักดันอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่สามารถบรรลุผลตามเป้าหมายได้ โดยระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างเสียงในสภาที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ครองเสียงข้างมากเด็ดขาด หลายนโยบายจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก แต่กลับเผชิญแรงสกัดขัดขวางในบางประเด็น

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญและกติกาทางการเมืองที่ทำให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนแอ และทำให้การผลักดันนโยบายขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น โดยตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างดังกล่าวไม่ได้เอื้อให้รัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชนทำงานได้อย่างคล่องตัว

“การเลือกตั้งครั้งนี้ แค่เลือกเพื่อไทยอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเลือกให้ชนะขาด” น.ส.ขัตติยา กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบ เพื่อให้ได้เสียงในสภามากพอสำหรับผลักดันนโยบายที่ประกาศไว้ให้เกิดผลจริง โดยย้ำว่า การมีเสียงมากพอจะทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายได้โดยไม่ถูกสกัด

ในช่วงถัดมา น.ส.ขัตติยา กล่าวถึงเหตุผลที่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุดและเป็นไปได้ที่สุด” สำหรับประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมเปรียบเทียบภาพรวมของพรรคการเมืองหลักที่ถูกมองว่ามีโอกาสเป็นรัฐบาล

โดยระบุว่า มีบางพรรคใช้การแบ่งขั้วทางการเมือง สร้างภาพความขาวสะอาด และวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายอื่นอย่างเข้มข้น แต่เมื่อได้รับโอกาสทางการเมือง กลับไม่สามารถบริหารสถานการณ์ได้ตามที่สัญญาไว้ พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ประกาศ

ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงอีกพรรคหนึ่งที่ได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการวิกฤตในช่วงที่ผ่านมา ทั้งด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติต่างๆ

น.ส.ขัตติยา ระบุว่า พรรคเพื่อไทยแม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านเสียงในสภาและแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่เคยทิ้งงาน ไม่เคยละทิ้งนโยบาย และยังคงพยายามผลักดันทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักดีว่าประชาชนเลือกพรรคเข้ามาเพราะเชื่อมั่นในนโยบาย

“นี่คือพรรคที่ไม่เคยหายไปจากการต่อสู้ แม้จะถูกวิจารณ์ ถูกกดดัน หรือถูกดูถูก” น.ส.ขัตติยา กล่าว พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชนภายใต้ทุกเงื่อนไข

ในช่วงสรุปการปราศรัย น.ส.ขัตติยา เรียกร้องให้ประชาชนตัดสินใจอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่า หากต้องการ “ยกเครื่องประเทศไทย” ให้เดินหน้าได้จริง จำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนในสภามากพอ พร้อมเชิญชวนให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและผลักดันนโยบายได้เต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ ยังได้แสดงการสนับสนุน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมส่งผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์เข้าสู่การบริหารประเทศ

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: