อัครนันท์ รมช.ศธ. ชี้ การสอนและดูแลผู้เรียน ขณะที่กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)เป็นประธานเปิดการอบรมผ่านระบบออนไลน์โครงการ“พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) ร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ ที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีผู้บริหารการศึกษา ครู และเครือข่ายฯเข้าร่วมกว่า 500 คน
นายอัครนันท์ กล่าวว่า คุณภาพของผู้เรียน เริ่มต้นที่คุณภาพของครู การนำ Active Learning ให้เกิดผลจริง ครูต้องมีเวลา มีกำลังใจ และมีความมั่นคงในชีวิต ศธ.จึงเดินหน้านโยบายดูแลครูอย่างเป็นรูปธรรม 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.คืนเวลาให้ครู ตามแนวทาง “Work Smart” ทบทวนและยกเลิกโครงการ การประเมิน และงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนและจัดการเรียนการสอนมากขึ้น 2. ลดภาระหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับธนาคารออมสินลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ครูและบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. 3. ดูแลสุขภาพครูเอกชน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ครูและบุคลากรที่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ของ สช. สามารถเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเครือข่ายได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ผ่านระบบเบิกจ่ายตรงของ สปสช.และ 4. คุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของครู ผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ครูทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชนสามารถแจ้งความเดือดร้อนและขอความช่วยเหลือจากกระทรวงได้โดยตรงอย่างเท่าเทียม
นายอัครนันท์ กล่าวต่อไปว่า ทั้ง 4 มาตรการนี้ มีเป้าหมายเดียวกัน คือ คืนครูให้ห้องเรียน เพื่อให้ครูทำหน้าที่สำคัญที่สุดได้เต็มกำลัง คือการสอนและดูแลผู้เรียน ขณะที่กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ แบ่งปันแผนการสอนและสื่อดิจิทัลร่วมกัน ลดงานซ้ำซ้อน และมีเวลาดูแลเด็กแต่ละคนมากขึ้น ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานี เป็น ระเบียงแห่งทักษะ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามมายาวนาน ครูจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโรงเรียน ครอบครัว ศาสนา และชุมชน พร้อมยืนยันว่า ศธ.จะยืนเคียงข้างครู และร่วมพัฒนาห้องเรียนเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้ผู้เรียน
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จ.สตูล นราธิวาส และ ปัตตานี ได้มีโอการพูดคุยรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหารและครู พบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ให้ความสนใจและมีความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้ ปัญหาสำคัญที่พบไม่ต่างจากพื้นที่อื่นทั่วประเทศ คือ ครูจำนวนมากยังไม่เข้าใจหลักสูตรอย่างแท้จริง โดยมักเข้าใจว่าการสอนหนังสือให้จบเท่ากับสอนครบหลักสูตร ทั้งที่หลักสูตรมุ่งให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ และกระบวนการคิด อย่างไรก็ตาม หลักสูตรแกนกลางให้ความสำคัญกับการประเมินตามสภาพจริง เพื่อดูพัฒนาการของผู้เรียนเป็นรายบุคคลจากระดับต่ำไปสู่ระดับสูง เป้าหมายคือเด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา ไม่ใช่มุ่งวัดความสำเร็จจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว เพราะหากระบบการศึกษายังให้ความสำคัญกับการสอบมากเกินไป ครูจะกังวลเรื่องคะแนนและหันกลับไปใช้ Passive Learning เน้นอ่าน–ท่อง–จำ–สอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงความจำระยะสั้น เรียนแล้วลืม แม้เด็กจะสอบได้คะแนนสูงก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดความรู้ที่แท้จริง
“Content ไม่ใช่ Knowledge หน้าที่ของกระบวนการเรียนรู้คือทำให้เด็กสามารถนำ Content มาสร้างเป็น Knowledge ของตนเอง ผ่านการคิดและการลงมือทำ โดยใช้ GPAS 5 Steps เป็นกลไกช่วยพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ จนผู้เรียนเกิดความรู้ในระดับความคิดรวบยอดและหลักการ สามารถนำความรู้ไปใช้วิเคราะห์และแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ได้ ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาควรเริ่มจาก ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรให้เกิดขึ้นจริงในห้องเรียนก่อน แล้วจึงให้ความสำคัญกับการสอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น O-NET หรือ PISA เพราะหากเด็กมีความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจและอยู่ในความจำระยะยาว เด็กจะสามารถนำกระบวนการคิดไปวิเคราะห์โจทย์และแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องท่องจำหรือติวเพื่อสอบ”ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ขอฝากถึงระดับนโยบายว่า กระทรวงศึกษาธิการควรวางลำดับการพัฒนาให้ชัดเจน เริ่มจากทำให้ครูเข้าใจหลักสูตร จัด Active Learning และประเมินตามสภาพจริงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั่วประเทศก่อน เพื่อไม่ให้โรงเรียนสับสนระหว่าง “การพัฒนาผู้เรียน” กับ “การสอนเพื่อสอบ”ซึ่งจะช่วยให้การศึกษาไทยหลุดจากกับดัก Passive Learning
ว่าที่ ร.ต.ดร.อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การอบรม Active Learning ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยเชื่อว่าหากนำ Active Learning มาใช้อย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมและการอบรมจะไม่จบเพียงกิจกรรมครั้งเดียว แต่มีแผนติดตามผลและลงลึกในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายให้เห็นการเปลี่ยนโฉมภายใน 3 ปี นอกจากนี้ ยังมองถึงโอกาสต่อยอดในระดับนานาชาติ เนื่องจากพื้นที่มีความเชื่อมโยงทางการศึกษากับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา หากสามารถขับเคลื่อน Active Learning จนประสบผลสำเร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของสถานศึกษาและสร้างโอกาสดึงดูดผู้เรียนจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้มากขึ้น
ดร.มูฮัมมัด หะยีเต๊ะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนในระบบ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ปัจจุบัน Active Learning เข้ามามีบทบาทต่อการจัดการศึกษามากขึ้น แต่โรงเรียนในพื้นที่ 3–5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีอยู่2 ระบบ ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็น ทำให้การนำ Active Learning มาใช้พัฒนาการเรียนการสอนยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากเรายังไม่ได้รับการอบรมเต็มรูปแบบ ดังนั้นการที่ พว.ลงพื้นที่อบรมและให้ความรู้แก่ครูในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ แม้อุปกรณ์อาจยังไม่พร้อม แต่ครูและโรงเรียนเริ่มมีแนวคิดและองค์ความรู้ที่จะนำไปต่อยอด พัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น มีความรู้และทักษะ สามารถแข่งขันกับนักเรียนทั่วประเทศได้
นายมูหัมมัดนาสีรูดดิน เล๊ะนุ๊ รองประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนใต้(จชต) ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนในระบบ จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า การอบรม Active Learning ในจังหวัดปัตตานีถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาครูและการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีการจัดการศึกษาควบคู่ทั้งวิชาสามัญและศาสนา ทำให้นักเรียนมีเนื้อหาที่ต้องเรียนจำนวนมากแนวทาง Active Learning จะช่วยเปลี่ยนการเรียนจากการรับความรู้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การฝึกให้นักเรียน คิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปปฏิบัติจริง
ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ในศาสนาอิสลามที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิดและนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในชีวิตจริง จึงมองว่าการอบรมครูครั้งนี้จะเป็น บันไดสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในจังหวัดปัตตานีและพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และสามารถต่อยอดขยายแนวทาง Active Learning ไปยังโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย เพื่อเพิ่มโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ให้กับเด็กในพื้นที่ได้ต่อไป