Connect with us

News

ทำไม?? สหรัฐฯ ยอมติดหล่มสงครามอิหร่าน ทั้งที่รู้ไม่มีวันชนะ?

Published

on

อ.ประพฤติ ไขเหตุ สหรัฐฯ “ถ้ารู้ว่าไม่ชนะ แล้วทำไมถึงไม่ถอย?”

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“เปิดหน้ากากยุทธศาสตร์พญาอินทรี ทำไมสหรัฐฯ ถึงยอมติดหล่มสงครามอิหร่าน ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันชนะ?

วันนี้ผมในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ขอพาเบื้องหลังม่านมายาของสมรภูมิตะวันออกกลางที่กำลังคุกรุ่น

สิ่งที่โลกกำลังตั้งคำถามอย่างหนักคือเหตุใดมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจึงยังคงดันทุรังรักษาสถานะสงครามกับอิหร่านอย่างไม่ยอมลดละ ? ทั้งที่ในทางยุทธศาสตร์ทหารนั้นประจักษ์ชัดว่าการเผด็จศึกอิหร่านเปรียบเสมือนการเข็นครกขึ้นภูเขาที่ไม่มีวันถึงยอด

ก่อนอื่นผมขอวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจคว้าชัยชนะได้ซึ่งมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ภูมิศาสตร์อันโหดหินของอิหร่านซึ่งเต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน โดยเฉพาะเทือกเขาซากรอสและอัลโบร์ซที่ทอดยาวเป็นปราการธรรมชาติสูงชัน พื้นที่เหล่านี้ถูกแปรสภาพเป็นฐานทัพใต้ดินและคลังแสงขีปนาวุธที่ยากต่อการตรวจจับและทำลาย แม้เทคโนโลยีทางอากาศจะล้ำสมัยเพียงใดก็ไม่อาจเจาะทะลุหุบเขาลึกเหล่านี้ได้

ประการต่อมาคือเครือข่ายตัวแทนหรือ Proxy Forces ที่อิหร่านฝังรากลึกไว้ทั่วภูมิภาคพร้อมจะเปลี่ยนทุกตารางนิ้วให้กลายเป็นไฟลามทุ่งทันทีที่ถูกโจมตี ผนวกกับขีดความสามารถของโดรนและขีปนาวุธที่แม่นยำ การสนับสนุนลับจากมหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่างรัสเซียและจีน และพลังชาตินิยมที่เหนียวแน่นของชาวอิหร่านเอง ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้การบุกอิหร่านกลายเป็นฝันร้ายที่สหรัฐฯ ทราบดีว่าสู้ไปก็มีแต่พังกับพัง

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ “ถ้ารู้ว่าไม่ชนะ แล้วทำไมถึงไม่ถอย?” คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในเงื่อนงำของผลประโยชน์ทับซ้อนและโครงสร้างอำนาจที่กัดกินระบบการเมืองสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ประการแรกคืออิทธิพลอันมหาศาลของ “รัฐพันลึก” (Deep State) ที่ทำงานสอดประสานกับกลุ่มทุนไซออนิสต์และอิสราเอลอย่างแนบแน่น

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ถูกชี้นำโดยกลุ่มล็อบบี้ที่ต้องการใช้กองทัพอเมริกันเป็นเครื่องมือขจัดเสี้ยนหนามให้อิสราเอล โดยไม่สนว่าภาษีของประชาชนอเมริกันจะถูกละลายหายไปเท่าใด ประการที่สองคือการรักษาเสถียรภาพของ “สามเหลี่ยมเหล็ก” (Iron Triangle) ระหว่างนักการเมืองในสภาคองเกรส กองทัพ และบริษัทผู้ผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่

สงครามอิหร่านคือ “บ่อเงินบ่อทอง” ที่ทำให้งบประมาณกลาโหมพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากโลกสงบสุข อุตสาหกรรมความมั่นคงเหล่านี้ย่อมขาดรายได้มหาศาล การมีศัตรูที่ดูน่าเกรงขามจึงเป็นความจำเป็นเชิงพาณิชย์มากกว่าการเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามครั้งนี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือใน “เศรษฐศาสตร์แห่งการปั่น” เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มทุนใกล้ชิดและครอบครัวของผู้นำระดับสูงที่มีผลประโยชน์ในตลาดพลังงานและทองคำ ความตึงเครียดทุกครั้งส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น เปิดช่องให้มีการเก็งกำไรในตลาดโลกอย่างมโหฬาร

ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังใช้สถานการณ์นี้เป็นการ “ยื้อเวลาหาทางลง” เพื่อประคองภาพลักษณ์มหาอำนาจไม่ให้ดูพ่ายแพ้ยับเยินเหมือนสมรภูมิในอดีต

และสุดท้ายคือการใช้ภัยคุกคามภายนอกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตศรัทธาและปัญหาภายในประเทศของผู้นำเอง เช่นกรณีไฟล์เอปสตีน

สรุปได้ว่าการไม่ยอมถอยของสหรัฐฯ ในศึกนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของชัยชนะทางการทหารหรือการปกป้องประชาธิปไตยตามที่กล่าวอ้าง แต่มันคือการรักษา “ท่อส่งผลประโยชน์” ของกลุ่มทุนและรัฐพันลึกที่เสวยสุขบนคราบเลือดของประชาชนและซากปรักหักพังของสันติภาพโลกนั่นเอง

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: