ปิติพงศ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเป็นธรรม ไม่หวั่น กัมพูชาข่มขู่บีบไทยขึ้นศาลโลก ลั่น ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะไม่หยุดแค่การดำเนินคดี แต่จะเปิดเผยความจริงต่อประชาชนกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า เพจเฟซบุ๊กเพจเป็นธรรม โพสต์ข้อความจากนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าและแคนดิตเดตพรรคเป็นธรรม ถึงกล่าวถึงกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า
ถ้ากล้า…ก็ทำเลย
ศาลโลกไม่ใช่เวทีข่มขู่
แต่คือเวทีที่ผู้นำต้องรับผิดชอบต่อโลก
พรรคเป็นธรรมย้ำจุดยืนชัด
หากมีการเปิดคดีต่อศาลโลกจริง
ประเทศไทยไม่ใช่ฝ่ายที่มีความเสี่ยงสูงสุด
“ปิติพงศ์” พูดตรง—
ถ้ามั่นใจในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ก็เดินหน้าได้เลย
เมื่อ สม รังสี เรียกร้องให้ประเทศไทยขึ้นศาลโลก
พรรคเป็นธรรมขอย้ำอีกครั้งว่า
หากเชื่อมั่นในความเป็นธรรมของกฎหมายระหว่างประเทศ
ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่ต้องพูดกันตรง ๆ
หากคดีถูกพิจารณาอย่างเป็นธรรมจริง
ผู้ที่โลกจะจับตา
ไม่ใช่กรุงเทพฯ
แต่คือ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต
เพราะศาลระหว่างประเทศ
ไม่ได้ตัดสิน “ประเทศที่ปกป้องตนเอง”
แต่พิจารณา
การตัดสินใจของผู้นำ
คำสั่งทางทหาร
และ ผลกระทบต่อชีวิตพลเรือน
หากมีหลักฐานว่า
ผู้นำหรือผู้มีอำนาจ
สั่งการ ใช้ความรุนแรง
หรือยกระดับความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
กรอบการพิจารณาย่อมขยับไปสู่คำถามเรื่อง
ความรับผิดส่วนบุคคล และอาชญากรรมสงคราม
และพรรคเป็นธรรมขอประกาศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หากวันนี้ พรรคเป็นธรรม ได้เป็นรัฐบาล
ความรับผิดชอบต่อสงครามจะไม่ถูกกลบด้วยอำนาจทางการเมืองอีกต่อไป
ผู้นำกัมพูชาที่เกี่ยวข้องโดยตรง — ได้แก่ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต —
ต้องเผชิญกับทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
1.ลงจากอำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
หรือ
2.เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
เพื่อให้มีการตรวจสอบความรับผิดส่วนบุคคลต่อการตัดสินใจและคำสั่งที่นำไปสู่ความสูญเสียของพลเรือน
พรรคเป็นธรรมยืนยันว่า
สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้
หากความจริงยังถูกซ่อน
และความรับผิดยังไม่ถูกเรียกร้องจากผู้มีอำนาจ
ขณะเดียวกัน
รัฐกัมพูชาในฐานะรัฐ
ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย
ที่เกิดขึ้นกับ ราชอาณาจักรไทย อย่างครบถ้วน
ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
พรรคเป็นธรรมจะไม่หยุดแค่การดำเนินคดี
แต่จะ สนับสนุนการเปิดเผยความจริงต่อประชาชนกัมพูชา
ในมุมที่ไม่ถูกผูกขาดโดยอำนาจรัฐ
เพื่อให้ประชาชนกัมพูชา
เป็นผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง
ด้วยพลังของตนเอง
เพราะสันติภาพที่แท้จริง
ไม่อาจเกิดจากการปิดปาก
แต่ต้องเกิดจาก ความจริง ความรับผิด และความยุติธรรม
ดังนั้นคำถามไม่ใช่
“ไทยกล้าขึ้นศาลโลกหรือไม่”
แต่คือ
ผู้นำกัมพูชาพร้อมหรือยัง
ที่จะให้โลกตรวจสอบการตัดสินใจของตนเอง
พรรคเป็นธรรมไม่กลัวศาล
แต่ไม่ยอมให้ศาล
ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้ความรุนแรง
ยิ่งความจริงถูกเปิดเร็วเท่าไร
ประชาชนกัมพูชาที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจการเมือง
ก็ยิ่งมีโอกาสได้อนาคต
ที่ไม่ถูกผูกติดกับความขัดแย้งเร็วขึ้นเท่านั้น
ถ้ากล้า…ก็ทำเลย
ศาลโลกควรตัดสิน “คนทำผิด”
ไม่ใช่ใช้เป็นเวทีข่มขู่ประเทศเพื่อนบ้าน
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS