Connect with us

Health

ทำไมคนญี่ปุ่นกินเค็ม แต่ยังมีอัตราโรคหัวใจต่ำ

Published

on

เวลาพูดถึงอาหารญี่ปุ่น ภาพที่คนส่วนใหญ่คิดถึงคือ “เค็ม” ไม่ว่าจะเป็นโชยุ มิโซะ ซุปดาชิ ราเม็ง หรือผักดอง แต่แม้จะกินเกลือเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก คนญี่ปุ่นกลับมี

  • อัตราโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่า
  • ระดับไขมันเลว (LDL) ต่ำกว่า
  • อัตราความอ้วนที่แทบไม่พุ่งสูงเหมือนประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

คำถามคือ เกิดจากอะไร?

คำตอบไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจาก “ชุดพฤติกรรมทั้งระบบ” รวมถึงโครงสร้างโภชนาการพื้นฐานของอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนประเทศอื่น เราจะค่อย ๆ แกะให้เห็นภาพแบบละเอียด


1) เค็มของญี่ปุ่นไม่เหมือนเค็มของประเทศอื่น

สิ่งสำคัญที่สุดคือความเค็มของอาหารญี่ปุ่น มาจากการหมัก (fermentation) ไม่ใช่เกลือแบบโรยตรง ๆ

โชยุ – เกลือในรูปของกรดอะมิโน

โชยุเกิดจากการหมักถั่วเหลืองและข้าวสาลีเป็นเวลานาน ทำให้เกิดโมเลกุลกรดอะมิโน เช่น

  • อาร์จินีน
  • ไกลซีน
  • กลูตามิก

กรดอะมิโนเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด และมีผลต่อการขยายหลอดเลือดเล็ก ๆ ทำให้ความดันไม่พุ่งสูงแบบ “อาหารเค็มแบบไม่หมัก” เช่น ไส้กรอก เบคอน หรืออาหารแปรรูปตะวันตก

มิโซะ – โปรตีนหมักที่มีแบคทีเรียดี

มิโซะมีแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสซึ่งช่วยปรับสมดุลลำไส้ และลดภาวะอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ แม้จะเค็ม แต่คุณสมบัติด้านจุลินทรีย์ทำให้ผลรวมต่อหัวใจออกมาเป็นบวกมากกว่าเป็นลบ

ซุปดาชิ – เค็มแต่ไขมันต่ำ

ซุปดาชิที่ใช้คอมบุและปลาแห้ง (คัตสึโอะบุชิ) ให้ “อูมามิ” สูงมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือเยอะ แต่รสชาติยังเข้มข้นอยู่ ส่งผลให้ผู้คนรู้สึกเค็มโดยที่ปริมาณเกลือจริง ๆ ไม่สูงเท่าที่ลิ้นรับรู้


2) อาหารญี่ปุ่นเค็ม แต่ต่ำไขมันอิ่มตัวเกือบที่สุดในโลก

อาหารญี่ปุ่นโดยปกติใช้

  • การนึ่ง
  • การต้ม
  • การย่าง
  • การตุ๋น

แทนการทอดลึกแบบประเทศตะวันตก หรือใช้น้ำมันเยอะ เช่น อาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเภท

ผลลัพธ์คือ แม้โซเดียมจะสูง แต่ไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ต่ำมาก ทำให้หัวใจรับภาระน้อยลง และความเสี่ยงโรคหลอดเลือดตีบต่ำกว่าประเทศที่กินเค็ม + กินมันพร้อมกัน


3) วิถีกินของญี่ปุ่นคือ “เค็มนิดหน่อย แต่หลายอย่าง”

อาหารญี่ปุ่นในหนึ่งมื้อมีโครงสร้างที่ต่างจากชาติตะวันตก คือจานย่อยหลายอย่างปริมาณเล็ก เช่น

  • ซุปมิโซะ
  • ผักดองนิดเดียว
  • ปลา 1 ชิ้นเล็ก
  • เต้าหู้
  • ผักลวกราดซอส

โซเดียมกระจายตัว ไม่ได้ทุ่มลงไปในเมนูเดียวแบบ “ราเม็งพิเศษ 1 ถ้วย เค็มจัด” ที่เราคุ้นในร้านต่างประเทศ ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นกินชุดอาหารที่ใส่เกลือน้อยแต่หลากหลายรส ทำให้สัดส่วนโซเดียมต่อปริมาณอาหารรวมอยู่ในระดับพอเหมาะ


4) แคลอรีต่อมื้อของคนญี่ปุ่นต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว

แคลอรีเฉลี่ยที่คนญี่ปุ่นบริโภคต่อวันประมาณ 1,900–2,100 แคลอรี ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับอเมริกาที่เฉลี่ยเกือบ 2,700–3,000 แคลอรี

ปริมาณแคลอรีต่ำทำให้

  • น้ำหนักเกินน้อย
  • ความดันโดยรวมต่ำกว่า
  • การสะสมไขมันในร่างกายต่ำกว่าแม้กินเค็ม

ผลรวมคือหัวใจทำงานเบากว่า


5) เมืองที่ศึกษาลึกเป็นพิเศษ: “นากาโนะ”

นากาโนะเคยเป็นจังหวัดที่มีคนกินเค็มมากที่สุดในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันเป็นจังหวัดที่มีอายุขัยยืนที่สุดแห่งหนึ่ง เกิดจาก 3 ปัจจัยใหญ่

  1. ลดปริมาณซุปลงครึ่งหนึ่งในเมนูประจำวัน
  2. ให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบเดินเร็วและปีนเขาที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน
  3. ส่งเสริมให้กินผักท้องถิ่นวันละอย่างน้อย 7 ชนิด

ผลคืออัตราโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณโซเดียมยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก


6) เมืองอาโอโมริ – เค็มมากจริง แต่สมดุลดีมาก

อาโอโมริเป็นหนึ่งในจังหวัดที่คนกินซุปมิโซะทุกวันแบบเข้มข้น แต่มีปัจจัยที่ช่วยชดเชยคือ

  • กินปลาเกือบทุกมื้อ โดยเฉพาะแมคเคอเรลและแซลมอน
  • กิจกรรมร่างกายเยอะเพราะต้องจัดการกับหิมะ
  • กินผักดองแบบหมักซึ่งมีจุลินทรีย์ดี
    ผลคือแม้กินเค็ม แต่ระบบเลือดดีและไขมันต่ำ

7) การออกกำลังกายประจำวันของญี่ปุ่นคือฟันเฟืองสำคัญ

ผู้สูงอายุญี่ปุ่นเดินเฉลี่ยวันละ 6,000–8,000 ก้าว ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกที่อยู่ประมาณ 3,000–4,000 ก้าว การเดินช่วย

  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด
  • ลดความดัน
  • เพิ่ม HDL (ไขมันดี)
  • ลดความเครียด

ทำให้ผลลบจากโซเดียมลดลงไปเยอะมาก


8) อัตรา BMI ของคนญี่ปุ่นต่ำเกือบที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

คนที่มี BMI ต่ำ มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่า แม้ว่าปัจจัยอื่นๆ จะไม่ดีมากก็ตาม ยิ่งผู้ชายญี่ปุ่นมีค่า BMI เฉลี่ยต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปและเอเชีย การกินเค็มอย่างเดียวจึง “ไม่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นมาก” เท่าคนกลุ่มที่น้ำหนักตัวเยอะ


9) อาหารญี่ปุ่นมีไฟเบอร์สูงจากผักและสาหร่าย

ไฟเบอร์ช่วยลดความดัน ลดโซเดียมส่วนเกิน และลดระดับไขมันในเลือด เมนูที่พบทั่วไป เช่น

  • ฮิญิกิ
  • วากาเมะ
  • โกโบ (รากโกโบ)
  • ผักภูเขาตามฤดูกาล

นี่คือสิ่งที่ทำให้อาหารญี่ปุ่นแม้จะเค็ม แต่ “สมดุล” มาก


10) สรุปภาพใหญ่แบบเข้าใจง่าย

เหตุผลที่ญี่ปุ่นกินเค็มได้แต่โรคหัวใจต่ำ เพราะเขามี ปัจจัยชดเชยหลายตัวทำงานพร้อมกัน

  • เค็มจากอาหารหมักที่ดีต่อหลอดเลือด
  • แคลอรีโดยรวมต่ำ
  • ไขมันอิ่มตัวต่ำมาก
  • เดินเยอะ และเคลื่อนไหวเยอะ
  • กินปลามาก (โอเมก้า-3 สูง)
  • กินผักเฉลี่ยหลากหลายชนิดต่อวัน
  • ผักดอง / มิโซะช่วยจัดการการอักเสบ

จุดนี้เองที่ทำให้แม้โซเดียมสูง แต่ “ภาพรวม” สุขภาพหัวใจดีกว่าที่ตัวเลขโซเดียมดูน่ากลัวมากนัก

อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา

Line Today TOJO NEWS , ToJoNews

#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #สุขภาพ #Longevity

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: