เมื่อพูดถึงการมีอายุยืน ปัจจัยที่มักถูกพูดถึงคืออาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพกาย แต่ในงานวิจัยด้าน Longevity มากขึ้นเรื่อย ๆ พบว่า สุขภาพจิตและความสัมพันธ์ทางสังคมมีผลต่ออายุขัยและคุณภาพชีวิตไม่แพ้ปัจจัยทางกายภาพ
ความเหงาและความโดดเดี่ยวไม่ใช่เพียงความรู้สึกชั่วคราว แต่เป็นภาวะที่ส่งผลต่อร่างกายในระดับชีววิทยา การศึกษาหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยวเรื้อรังมีระดับการอักเสบในร่างกายสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันทำงานแย่ลง และมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคเรื้อรังมากขึ้น
ความเครียดเรื้อรังก็เป็นอีกตัวเร่งอายุที่สำคัญ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะตื่นตัวตลอดเวลา ฮอร์โมนความเครียดจะส่งผลต่อการนอน การเผาผลาญ และการซ่อมแซมเซลล์ในระยะยาว กระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกายจึงถูกรบกวน ทำให้เกิดการเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติ
ในระดับสังคม วิถีชีวิตสมัยใหม่ทำให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์แบบผิวเผินมากขึ้น แม้จะเชื่อมต่อกันตลอดเวลาผ่านเทคโนโลยี แต่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกลับลดลง การอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่หรือในสังคมที่แข่งขันสูง ทำให้ความโดดเดี่ยวกลายเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกช่วงวัย ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุ
นักวิทยาศาสตร์ด้าน Longevity ชี้ว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า และเพิ่มโอกาสในการรักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดี การมีคนรับฟัง พูดคุย และรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ส่งผลโดยตรงต่อ Healthspan
แนวคิดการดูแลสุขภาพเพื่ออายุยืนจึงเริ่มรวมมิติของสุขภาพจิตเข้าไปอย่างจริงจัง การสร้างชุมชน การออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการพบปะ และการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ถูกมองว่าเป็นการลงทุนด้านสุขภาพระยะยาวพอ ๆ กับการกินอาหารที่ดีหรือการออกกำลังกาย
การมีอายุยืนในยุค Longevity จึงไม่ได้หมายถึงการดูแลร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่คือการดูแลความสัมพันธ์และจิตใจไปพร้อมกัน เพราะในท้ายที่สุด ชีวิตที่ยืนยาวจะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อยังรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนและโลกใบนี้
อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา
Line Today TOJO NEWS , ToJoNews
#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #สุขภาพ #Longevity