On this day
๒๕ สิงหาคม ๒๔๓๔ วันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร)
Published
4 ปี agoon

พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ขณะทรงปฏิบัติหน้าที่ประธานสมัชชาใหญ่
องค์การสหประชาชาติ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐
(ภาพจากหนังสือ “100 ปี พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์”)
ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
อดีตประธานสมัชชาองค์การสหประชาชาติ และอดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน
รวมถึงเป็นผู้ร่วมสถาปนาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เป็นผู้เสนอให้คณะรัฐมนตรีจัดตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ มีพระนามเดิมว่า
หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณหรือ พระองค์วรรณ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และหม่อมหลวงต่วนศรี (มนตรีกุล ) วรวรรณ
ประสูติเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ที่ตำบลบ้านตะนาว อำเภอสำราญราษฎร์
จังหวัดพระนคร ทรงมีพี่น้องร่วมพระบิดารวมทั้งหมด 34 พระองค์แต่มีพระองค์เดียว
ที่ประสูติแต่หม่อมหลวงต่วนศรี ด้วยกัน คือ หม่อมเจ้าศิวากร วรวรรณ
กรมหมื่นนราธิปฯ ทรงเสกสมรสกับ ม.จ. พิบูลย์เบ็ญจางค์ กิติยากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓
มีโอรสซึ่งถึงแก่กรรมแล้วคือ ม.ร.ว. วิบูลเกียรติ วรวรรณ
สมรสกับ ม.ร.ว. ทิพภากร (สกุลเดิม อาภากร) มีนัดดาคือ ม.ล. เกียรติกร วรวรรณ
และ ม.ล. สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ
ต่อมากรมหมื่นนราธิปฯ ทรงเสกสมรสกับหม่อมพร้อยสุพิณ (สกุลเดิม บุนนาค)
เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ มีธิดาคือ ม.ร.ว. วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เข้าศึกษา ณ โรงเรียนสวนกุหลาบ เป็นเวลา ๑ ปีเศษ สอบไล่ได้ชั้น ๑
พ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชวิทยาลัย เป็นเวลาประมาณ ๓ ปี สอบได้ชั้น ๕
พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบเป็นเวลา ๑ ปีเศษ ได้ชั้น ๖ มัธยมพิเศษ
พ.ศ. ๒๔๔๘ ศึกษาต่อที่โรงเรียนราชวิทยาลัย เป็นเวลาครึ่งปี ศึกษาชั้น ๖
ต่อมาสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้ที่ ๑ ต่อจากนั้นจึงเสด็จไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้เสด็จโดยชิงทุนหลวงได้ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ
ณ โรงเรียน Marlborough College รวมเวลา ๕ ปี สำเร็จวิชาทาง Modern
และ Classical Side ชั้น ๖ ทรงได้รางวัลพิเศษจากการเรียนถึง ๑๗ รางวัล
พ.ศ. ๒๔๕๓ เสด็จเข้าทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัย Oxford ใน Balliol College
เป็นเวลา ๔ ปี ทรงได้ปริญญา B.A. เกียรตินิยมชั้นโททางประวัติศาสตร์
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ Ecole Libre des Sciences Politiques
ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา ๒ ปี เพื่อศึกษาวิชาการทูต
และทรงสอบไล่ได้รับประกาศนียบัตรวิชาการทูต รางวัลที่ ๑
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้รับปริญญา M.A. แห่งมหาวิทยาลัย Oxford
ต่อมาภายหลังทรงได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รัฐศาสตร์ (การทูต) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กฎหมาย มหาวิทยาลัยแฟร์ เลดิกกินสัน
มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
รวมทั้งได้รับปริญญาบัตร(กิตติมศักดิ์) จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
ด้วยเหตุที่ กรมหมื่นนราธิปฯ ทรงเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ อยู่หลายตำแหน่ง
จึงทำให้พระองค์ท่านมีพระนามที่ผู้คนเรียกถวายอยู่หลายพระนามด้วยกัน
เช่น“ท่านอัครราชทูตวรรณไวทยากร” “ท่านวรรณ” “พระองค์วรรณ” “พระอาจารย์”
“ท่านที่ปรึกษา” “ท่านเอกอัครราชทูต” “ท่านผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ”
“เสด็จในกรมฯ” และ “เสด็จรองนายกรัฐมนตรี”

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของ กรมหมื่นนราธิปฯ ทรงมีความเกี่ยวข้องและมีบทบาทสำคัญ
ในด้านการต่างประเทศและการทูตของไทยเป็นอย่างยิ่ง จุดเริ่มต้นของการรับราชการ
ในด้านการต่างประเทศของพระองค์ เริ่มจากเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๔๖๐
ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการตรีประจำสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส
และเป็นเลขานุการคณะทูตไทยที่ประชุมสันติภาพภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ จึงทรงเสด็จกลับมารับราชการ ณ กระทรวงการต่างประเทศ
ในตำแหน่งหัวหน้ากองบัญชาการ กระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งในขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ทรงเป็นเสนาบดี
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็น ปลัดทูลฉลองกระทรวงต่างประเทศ
ทรงเป็นหัวหน้าคณะทูตในการเจรจาทำอนุสัญญาว่าด้วยอินโดจีน
จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์
และเบลเยียมว่างลง ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอัครราชทูตประจำประเทศทั้งสาม
และในขณะที่ดำรงตำแหน่งนี้ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไปประจำสมัชชาสันนิบาตชาติ
ทรงได้รับเลือกเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกำกับการเงินของสันนิบาตชาติ,
รองประธานในการประชุมแก้ข้อบัญญัติแห่งศาลประจำศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ,
ประธานคณะกรรมการระเบียบวาระแห่งสมัชชาสันนิบาตชาติ,
สมาชิกสำนักการทูตระหว่างประเทศ
และผู้แทนประจำคณะกรรมการอื่น ๆ

Prince Wan Waithayakorn broadcasts over UN Radio 1952. UN Photo/Albert Fox
ภาพจาก Thailand and the UN, 75 years and counting – Royal Thai Embassy Brussels
ส่วนบทบาทด้านการต่างประเทศภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น กรมหมื่นนราธิปฯ ก็ทรงเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจ
จากคณะผู้ก่อการให้ปฏิบัติราชการรับใช้ประเทศชาติอยู่หลายประการ โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๐
ทรงเป็นผู้แทนเจรจาในการแก้ไขสนธิสัญญากับนานาชาติจนบรรลุผล
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นประธานผู้แทนทูตไทยเพื่อเจรจากำหนดเขตแดน
ระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ณ ประเทศญี่ปุ่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรี
ไปร่วมประชุมในการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีของชาติต่าง ๆ ในมหาเอเชีย
ในช่วงที่สงครามทางด้านเอเชียบูรพากำลังเข้าขั้นวิกฤต
ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เจรจาหาทางให้ประเทศไทย
เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ
ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตไทย
ประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก จนกระทั่ง
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งถือเป็นตำแหน่งราชการสูงสุด
ของการทำงานด้านการต่างประเทศของพระองค์ และหลังจากนั้นก็ยังทรงมี
บทบาทและภารกิจที่สำคัญในด้านการทูตและการต่างประเทศอีกมากมาย

อีกบทบาทที่สำคัญของ กรมหมื่นนราธิปฯ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง
คือการที่พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็น“เอตทัคคะทางภาษา”ด้วยเหตุที่ว่า
ทรงเป็นนักภาษาศาสตร์ชั้นเยี่ยมคนหนึ่งของไทย ทรงเคยมีบทบาทในการทำงาน
ด้านหนังสือพิมพ์และยังทรงเป็นนักประพันธ์ และยังทรงมีบทบาทสำคัญในการ
บัญญัติศัพท์ภาษาไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะศัพท์เทคนิค ศัพท์วิชาการและศัพท์เฉพาะทาง
ที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบันหลายคำ เช่น คำว่า นิเทศศาสตร์, วารสารศาสตร์, สื่อสารมวลชน,
อัตโนมัติ, รัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตย, โทรทัศน์ และวิทยุ เป็นต้น
ด้วยทรงเล็งเห็นเหตุผลสำคัญในการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้นมาใช้แทนการทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า
“ ในการจะเข้าถึงประชาชนนั้น
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
เราจะใช้ คำภาษาอังกฤษ ซึ่งยังไม่ได้ ซาบซึ้ง
เข้าไปใน ระบบความคิด ของเรานั้น ไม่ได้
ถ้าเราหาคำไทยได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าเราหาไม่ได้
ก็หันหน้าเข้าหาคำ บาลี-สันสกฤต ”
ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง “ราชบัณฑิต” ขึ้นเป็นครั้งแรก
ในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๕ กรมหมื่นนราธิปฯ ก็ทรงดำรงตำแหน่ง
เป็นนายกราชบัณฑิตคนแรกของประเทศไทย โดยผลงานชิ้นแรกที่ทรงบุกเบิกและสร้างสรรค์คือ
พจนานุกรมฉบับบัณฑิตราชยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ ด้วยผลงานและความสามารถของพระองค์
ทำให้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม
แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นผู้มี ผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก
นอกจากบทบาทการทำงานในด้านการต่างประเทศและด้านภาษาแล้ว
กรมหมื่นนราธิปฯ ยังทรงมีบทบาทและเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “องคมนตรี”
รับปรึกษาราชการส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยทรงสอนภาษาอังกฤษและภาษาไทย และทรงมีบทบาทสำคัญในการทำหนังสือพิมพ์ประชาชาติ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ทรงได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่ง
กรรการร่างรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช ๒๔๘๙ และจากนั้นจึงทรงได้รับแต่งตั้ง
เป็นสมาชิกวุฒิสภาในปีเดียวกัน
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ จึงทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

กรมหมื่นนราธิปฯ ทรงเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทและผลงานในทางการเมืองค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะในด้านการต่างประเทศ เรื่องแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงมีผลงานที่โดดเด่นคือ
ได้เป็นคณะผู้แทนเจรจาในการแก้ไขสนธิสัญญาเสียเปรียบที่ประเทศไทยทำกับต่างชาติ ตั้งแต่สมัยอดีต
เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง และสัญญาแบบเดียวกันที่ประเทศไทยทำกับประเทศอื่น ๆ
จนสามารถแก้ไขได้เป็นผลสมบูรณ์ จึงได้รับพระราชทานเข็มราชการแผ่นดินสำหรับประดับเหรียญดุษฎีมาลา
เรื่องที่สอง ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นประธานผู้แทนทูตไทยในการเจรจากำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีน
ของฝรั่งเศส ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยทรงได้รับมอบอำนาจให้ทรงลงพระนามในสัญญาได้
ถือเป็นผลงานที่สำคัญในทางการเมืองอีกวาระหนึ่ง
เรื่องที่สาม ทรงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในสมัยนั้นให้เจรจาหาทางให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของ
องค์การสหประชาชาติให้ได้ ซึ่งก็ทรงเจรจาจนเป็นผลสำเร็จ
ในที่สุดประเทศไทยก็ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๘๙
ประการที่สี่ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะมนตรี ส.ป.อ.
(สนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งจัดให้มีขึ้นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ
ตำแหน่งที่สำคัญทางการเมืองของพระองค์คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งได้ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี สร้างผลงานและคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างมากมาย
รวมทั้งการเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งแม้จะดูไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง
แต่พระองค์ก็ทรงมีบทบาทด้านภาษาในการบัญญัติศัพท์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นจำนวนมาก
กรมหมื่นนราธิปฯ สิ้นพระชนม์ในวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ รวมพระชันษา ๘๕ พรรษา
ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศกุดั่นใหญ่ ประกอบเกียรติยศ
ตั้งพระศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และต่อมา
ได้พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์
วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙




แพทยสภา ออกประกาศ เหตุเลื่อน! สอบจริยธรรมหมอชั้น 14 รักษา ทักษิณ

โปรฯ นักโทษในเรือนจำ สิทธิพิเศษในการลดโทษจำคุกได้เดือนละ 5 วัน !!

You must be logged in to post a comment Login