Connect with us

On this day

18 กรกฏาคม 2538 วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

Published

on

นับจากวันที่ วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 26 ปีแล้วที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต
แต่งานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ทรงก่อตั้ง ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อสานต่อพระราชปณิธาน สร้างป่า สร้างอาชีพ ยังประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน

พระราชประวัติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ทรงมีพระนามเดิมว่า “สังวาลย์” เสด็จพระราชสมภพที่เมืองนนทบุรี
ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ทรงเป็นบุตรคนที่สามในพระชนกชื่อ “ชู” และพระชนนีชื่อ “คำ” ทรงมีพระภคินีและพระเชษฐาร่วมพระอุทรสองคน ซึ่งถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์วัย และมีพระอนุชาคนเดียว คือคุณถมยา
ซึ่งมีอายุน้อยกว่าพระองค์สองปี

สังวาลย์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในวัยเยาว์ ภาพจาก https://images.app.goo.gl/bdUeBrTwsqpcUSgR6


การศึกษา
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเรียนหนังสือเมื่อเริ่มแรกกับพระชนนีคำ และต่อมาทรงเข้าเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงที่ตั้งขึ้นที่วัดอนงคารามที่อยู่ใกล้บ้าน  และต่อมาได้เสด็จไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนสตรีวิทยาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงจบชั้นประถมปีที่ ๓ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา และได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดในรุ่นของพระองค์ซึ่งมีจำนวนเพียง ๑๔ คน พระองค์ทรงเรียนได้ดีและทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช
ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

นางสาว สังวาลย์ ขณะไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ภาพจาก
https://newscurveonline.com/wp-content/uploads/2020/10/03-4-2048×1371.jpg


เสด็จไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา
ในช่วงเวลาที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงศึกษาและฝึกหัดการพยาบาลอยู่นั้น ได้มีความพยายามปรับปรุงกิจการแพทย์และการสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น คือการตระเตรียมครูทั้งฝ่ายแพทย์และพยาบาล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการฝึกหัดแพทย์และพยาบาลต่อไป
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับนางอุบล ลิปิธรรมศรีพยัตต์ (ขณะนั้น คือนางสาวอุบล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา)

ทรงหมั้น อภิเษกสมรส ให้กำเนิดพระราชธิดา และพระราชโอรส
ในการเสด็จไปเรียนที่สหรัฐอเมิรกาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ“นางสาวอุบล”
ได้พำนักอยู่กับครอบครัวสตรอง ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด มลรัฐคอนเน็คติกัต และเข้าเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนอร์ธเวสเทิร์น (North Western) เพื่อฝึกฝนทักษะการพูด การอ่าน และการเขียนภาษาอังกฤษให้ชำนาญ
ก่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และเพื่อให้ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต
ตลอดจนความคิดจิตใจของชาวอเมริกันให้ดีขึ้น

     สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงห่วงใย และมักเสด็จมาเยี่ยมนักเรียนหญิงทั้งสองคนในวันอาทิตย์ และเมื่อเวลาผ่านไป สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพอพระทัยในสมเด็จพระบรมราชชนนีมากขึ้นทั้งในพระสิริโฉมและพระอุปนิสัย ความรู้ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด รวมทั้งพระคุณสมบัติอื่นๆ จนในที่สุดได้ทรงมีลายพระราชหัตถ์ กราบบังคมทูลสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชมารดา ขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้น “นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ” เมื่อทรงได้รับอนุญาต จึงทรงหมั้น “นางสาวสังวาลย์” อย่างเงียบๆ ในปีพ.ศ. ๒๔๖๒ ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

     หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จไปประทับที่สหรัฐอเมริกา สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงเปลี่ยนมาศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและที่สถาบันเอ็มไอที (MIT Massachusetts Institute of Technology) ระหว่างที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีได้เสด็จไปศึกษาหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ (Simmons College)

     ในภาคฤดูร้อนที่สถาบันเอ็มไอที ในปี พ.ศ. 2464 สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรการสาธารณสุข (Certificate of Public Health C.P.H.) จากนั้นได้เสด็จพร้อมด้วยหม่อมสังวาล ไปยุโรปเพื่อท่องเที่ยว ดูงาน และทรงเจรจากับผู้แทนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เรื่องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อพัฒนาปรับปรุงการศึกษาด้านการแพทย์ของไทยเข้าสู่มาตรฐานระดับอุดมศึกษา

     ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก
กลับกรุงเทพฯ เนื่องจากขณะนั้นสมเด็จพระราชปิตุจฉาฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระเชษฐภคินีของสมเด็จพระบรมราชชนกประชวรพระวักกะ (ไต) และเสด็จออกไปรักษาพระองค์ยังประเทศอังกฤษ และทรงพักฟื้นที่ประเทศฝรั่งเศส สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีได้ตามเสด็จ ฯ ด้วย

     ขณะประทับอยู่ที่กรุงปารีส สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพระประชวร สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงเฝ้าดูแลพระอาการ เมื่อหายจากพระอาการประชวรแล้ว ก็ได้ตามเสด็จไปยังสก็อตแลนด์ เพื่อสมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองเอดินเบอระ แต่เนื่องจากอากาศหนาวจัด ทำให้ทรงพระประชวรจึงต้องทรงเลิกเรียน ระหว่างนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนี ได้ประสูติพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระราชธิดาได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา มหิดล”

สมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และธิดา
ภาพจาก https://images.app.goo.gl/Ch4bsT7jpECWwR5Z8

     ต่อมาทั้งสามพระองค์เสด็จกลับประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยสมเด็จพระบรมราชชนกทรงรับราชการในกระทรวงธรรมการ ตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย พระองค์ตรากตรำทรงงานหนักเกินพระกำลังทำให้ทรงมีพระพลานามัยทรุดโทรม แพทย์ถวายความเห็นให้เสด็จไปรักษาพระองค์ในต่างประเทศ จึงได้เสด็จไปทวีปยุโรปอีกครั้งหนึ่ง ในการเสด็จยุโรปครั้งนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระราชธิดาได้ตามเสด็จไปประทับที่เมืองไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมัน ที่ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีได้ประสูติพระราชโอรสพระองค์แรกเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระนามว่า “หม่อมเจ้าอานันนทมหิดล”

     ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดาได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ไปสหรัฐอเมริกา เพื่อทรงศึกษาวิชาการแพทย์ต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และที่ประเทศสหรัฐอเมริกานี้ พระโอรสพระองค์ที่สอง คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามว่า “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช”

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หม่อมเจ้าอานันนทมหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา มหิดล
ภาพจาก Mom Sangwal and children – สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี – วิกิพีเดีย (wikipedia.org)


ชีวิตหลังจากสมเด็จพระบรมราชชนกสิ้นพระชนม์
ขณะที่ทรงศึกษาวิชาแพทย์ในปีสุดท้ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระบรมราชชนกทรงประชวรโรคพระวักกะกำเริบและพระโรคหวัด แต่ก็ทรงสามารถสอบไล่ได้ปริญญาแพทยศาสตร์ (Doctor of Medicine)
ขั้นเกียรตินิยม ในปีพ.ศ. ๒๔๗๑  หลังจากทรงสอบเสร็จ ทรงพระประชวรพระโรคไส้ติ่งอักเสบ
ทรงต้องรับการผ่าตัด สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เฝ้าดูแลพระอาการอย่างใกล้ชิด เมื่อหายจากพระอาการประชวร ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จนิวัติประเทศไทยพร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยประทับที่พระตำหนักใหม่ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนก โปรดฯ ให้สร้างขึ้นในวังสระปทุมด้านถนนพญาไท

     ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทรงรับเชิญจากโรงพยาบาลแมคคอร์มิค
ที่จังหวัดเชียงใหม่ เสด็จไปทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ประจำบ้าน ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒
เมื่อพระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข 
เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชแล้ว
ได้ทรงมีพระอาการประชวรและต้องประทับรักษาพระองค์ที่กรุงเทพ ฯ

     สมเด็จพระบรมราชชนกประชวรอยู่เป็นเวลา ๔ เดือน ก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ พระตำหนักใหม่ วังสระปทุม

     เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษา ต้องทรงรับพระราชภาระอบรมเลี้ยงดูพระราชโอรสธิดาทั้งสามพระองค์ซึ่งยังทรงพระเยาว์ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชธิดาองค์โตทรงมีพระชนมายุ ๖ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระราชโอรสองค์ที่สองทรงมีพระชนมายุ ครบ ๔ พรรษา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมายุเพียง ๑ พรรษา ๙ เดือน

     สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงอบรมเลี้ยงดูพระราชโอรสธิดาอย่างใกล้ชิดด้วยความเอาพระทัยใส่
ไม่ว่าจะเป็นด้านการเสวย บรรทม การศึกษาเล่าเรียน หรือเล่น โดยทรงเน้นเรื่องการอนามัย และการมีระเบียบวินัย  เมื่อพระราชธิดาและพระราชโอรสทั้งสองพระองค์เจริญพระชนมายุขึ้น ก็โปรดให้ทรงเข้าศึกษาตามลำดับ

     สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงประทับอยู่ในประเทศไทยจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงเสด็จพร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่ออนาคตทางการศึกษาของพระราชโอรสธิดาทั้งสามพระองค์

     หนึ่งปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติ  เมื่อวันที่ ๒  มีนาคม  พ.ศ.๒๔๗๗  โดยทรงสละพระราชสิทธิในการแต่งตั้งผู้สืบราชสมบัติ  และทรงเห็นควรว่าต้องให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล ให้ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล”  พระโอรสองค์โตของสมเด็จพระบรมราชชนนี เป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์  เป็นพระองค์ที่ ๘  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  ตั้งแต่วันที่ ๒  มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๗๗  ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีพระชนมายุเพียง  ๙  พรรษา และยังคงประทับ  ณ  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต่อไป  เพื่อทรงศึกษาต่อ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ภาพจาก
Princess Sri Sangwal with King Ananda Mahidol and Prince Bhumibol Adulyadej – สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี – วิกิพีเดีย (wikipedia.org)

     ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯ และสมเด็จพระอนุชาธิราช (คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) และเมื่อเสด็จฯ ถึงประเทศไทยได้หนึ่งวัน คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประกาศสถาปนาพระอิสริยยศ พระราชชนนีศรีสังวาลย์ขึ้นเป็น“สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์” เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑

     ทั้ง ๔ พระองค์ประทับอยู่ในประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้น  ก็ต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อ

     ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สองพร้อมกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมายุครบ ๒๐  พรรษา การเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทยในครั้งนี้ ทำให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีต้องทรงประสบกับความโทมนัสอย่างใหญ่หลวงในพระชนม์ชีพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ ในวันที่ ๙ มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๔๘๙  กราบบังคมทูลเชิญ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช” พระราชโอรสพระองค์ที่สอง ขึ้นครองสิริราชสมบัติ  เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่  ๙  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ด้วยพระชนมายุเพียง  ๑๘  พรรษา  โดยมีสมเด็จพระบรมราชชนนีรับพระราชภาระถวายอภิบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเรียนรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีก็ได้ทรงลงทะเบียนเรียนแบบ audit ที่มหาวิทยาลัยนี้ด้วย ทรงศึกษาวิชาปรัชญาวรรณคดีฝรั่งเศส ภาษาบาลี และสันสกฤต หลังจากที่พระโอรสทรงอภิเษกสมรสใน พ.ศ. ๒๔๙๓ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงย้ายจากพระตำหนักวิลล่าวัฒนาที่ประทับของพระองค์และพระโอรสที่เมืองพุยยี่มา ประทับ ณ แฟลตเลขที่ ๑๙ ถนนอาวองโปสต์ ในเมืองโลซานน์

     เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จกลับประเทศไทยในปลาย พ.ศ. ๒๔๙๔ สมเด็จพระบรมราชชนนียังคงประทับที่โลซานน์จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๖  ช่วงนี้ได้เสด็จกลับประเทศไทยเป็นครั้งคราว ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ใน พ.ศ. ๒๕๐๗  ได้เสด็จกลับมาประทับที่ประเทศไทยพร้อมกับเริ่มเสด็จประพาสหัวเมืองและเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ได้ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อประชาชนยากจนด้อยโอกาส นับจาก พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา

ภาพจาก น้อมรำลึก 26 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” จาก “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” มุ่งสู่ป่าชุมชนเพื่อคาร์บอนเครดิต (mgronline.com)

     สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงงานในชนบทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ  และเสด็จสวรรคตในวันอังคารที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘  ในด้านพระราชอัธยาศัยและพระราชจริยวัตรสมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย โปรดการทรงงานด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เสมอ ทรงใช้จ่ายประหยัดเพื่อนำพระราชทรัพย์ไปใช้ในกิจการกุศล โปรดการเดินป่า ปีนเขา ทอดพระเนตรดอกไม้และทิวทัศน์ธรรมชาติ ทรงเป็นคนเข้มแข็งและเป็นคนตรง ทรงเน้นการพึ่งตนเองและการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทรงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ทรงใฝ่รู้ศึกษาวิชาการต่างๆ  มาตลอดพระชนม์ชีพ ทรงเลื่อมใสศรัทธาและศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทรงฝึกสมาธิและทรงดำเนินพระชนม์ชีพอยู่ในธรรมะ ไม่ทรงยึดถือในลาภ ยศ สรรเสริญ เคยมีรับสั่งว่า “คนเราไม่ควรลืมตัว ไม่อวดดี ไม่ถือว่าตนเก่ง”

สมเด็จย่า สมเด็จพระบรมราชชนนี
ภาพจาก “คิดถึง … สมเด็จย่า” ครั้งที่ 22 …… “มือที่สร้าง งานที่สรรค์” สยามรัฐ (siamrath.co.th)

ข้อมูลพระราชประวัติจาก พระราชประวัติ | มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง Mae Fah Luang University (mfu.ac.th)

Continue Reading
Advertisement ad-02-doosoft.jpg
Click to comment

You must be logged in to post a comment Login

Leave a Reply

Advertisement QK6ZtN.png

Copyright © 2022 TOJO.NEWS

%d bloggers like this: